วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561

พาชม Jakarta Cathedral และ Istiqlal Mosque 2 ศาสนสถานคู่เมืองจาการ์ตา อินโดนีเซีย

สำหรับจาการ์ตาเอง อาจจะไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากนัก เมื่อเทียบกับกับเมืองอื่นๆของอินโดนีเซีย แต่ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่พอสมควร ในรีวิวนี้ขอแนะนำ  2 ศาสนสถานในจาการ์ตาที่มีความน่าสนใจและอยู่ใกล้กันมากครับ

เริ่มจากวิหารแห่งจาการ์ตา (Jakarta Cathedral) โดยทั่วไปแล้ววิหารต่างๆของศาสนาคริสต์จะมีชื่อเต็มที่คนมักไม่รู้ชื่อ เช่น มหาวิหารดูโอโม ในฟลอเรนซ์ คนก็จะจดจำแค่ชื่อ ดูโอโมแห่ง ฟลอเรนซ์ แต่มีไม่กี่คนที่จะทราบว่าชื่อเต็มของดูโอโมแอแห่งฟลอเรนซ์คือ Santa Maria del Fiore หรือ วิหารซานตามาเรียแห่งบุปผา วิหารแห่งจาการ์ตาก็เช่นกัน ชื่อเต็มของวิหารแห่งนี้ คือ Church of Our Lady of Assumption หรือ โบสถ์พระแม่แห่งอัสสัมชัญ 

วิหารแห่งนี้ออกแบบโดยสาธุคุณชาวดัชต์ มีลักษณะยอดแหลมแบบโบสต์โกธิคทั่วไป อย่างไรก็ดีวิหารแห่งนี้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น คือ ยอดวิหารทั้งสองนั้นทำจากเหล็กสีขาวแบบโปร่งครับ




ด้านหลังดูคล้ายมหาวิหารนอร์ทเธอดาม ในปารีสเลย




สามารถเข้าภายในวิหารได้ครับ แต่ตอนไปมีงานแต่งงานพอดี เลยชมได้จากไกลๆ




สำหรับบรรยากาศโดยรอบ สามารถรับชมได้ผ่านลิงค์ YouTube ด้านล่างครับ


เสร็จจากมหาวิหารแห่งจาการ์ตา มองไปฝั่งตรงข้ามจะพบกับมัสยิดประจำเมือง Istiqlal Mosque ทำให้เห็นว่าทั้งสองศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดีครับ สามารเดิมข้ามถนนได้เลย 

วิหารแห่งนี้มีเสามินาเรทสูงตระหง่าน 1 ต้น และมีโดมที่เส้นผ่านศูนย์กลางกว้างถึง 45 เมตรครับ ผู้ออกแบบโดมนี้เป็นสถาปนิกชาวคริสต์ และคำว่า Istiqlal แปลว่า เสรีภาพ ซึ่งมัสยิดแห่งนี้ก็เป็นเหมือนตัวแทนให้ระลึกถึงการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของประเทศอีกด้วยครับ



เข้ามาด้านใน ชาวต่างชาติจะต้องไปกับไกด์ที่ทางมัสยิดเตรียมไว้ให้ครับ และอาจต้องใส่ชุดคลุมด้วย

ด้านในมัสยิด ส่วนใต้โดม หากไม่ใช่ชาวมุสลิมจะไม่สามารถเข้าได้ จะชมได้จากชั้นบนเท่านั้น เมื่อเดินขึ้นไปแล้ว จะเห็นบริเวณโถงและโดมแนวเหล็กๆ สีทองแดง ดูร่วมสมัยแปลกตา และใหญ่โตมากครับ

ไกด์เล่าว่าโดมนี้เป็นเทคโนโลยีการสร้างจากประเทศญี่ปุ่น



ชมด้านในเสร็จก็ไปดูด้านนอกได้ครับ จะเห็นว่ามัสยิดแห่งนี้ ก่อสร้างลักษณะแบบเรขาคณิตได้เป๊ะมากๆ มุมต่างๆดูคมกริบ การปูกระเบื้องก็เช่นกัน


จากพื้นกระเบื้องสีอิฐ ทอดยาวไปสู่มินาเรทครับ สำหรับมัสยิดโดยทั่วๆไปแล้ว ยิ่งมัสยิดใหญ่โต มีความสำคัญ หรือสร้างโดยบุคคลสำคัญ มัสยิดเหล่านั้นจะต้องมีมินาเรท หรือเสาที่ใช้เรียกคนมาทำละหมาด มากขึ้นตามไปด้วย แต่สำหรับที่นี่จะมีเพียงเสาเดียว ด้วยแนวคิดที่เฉียบคม คือเรานับถือพระเจ้าองค์เดียวครับ



ยังมองเห็นอนุสารีย์โมนาสด้วย



มุมของสถาปัตยกรรมแห่งดี ดูเฉียบคมมาก







ระหว่างขึ้นบันไดก็สามารถมองเห็นรวิหารแห่งจาการ์ตา


โมนาสก็เช่นกัน




บรรยากาศเพิ่มเติม แบบภาพเคลื่อนไหวครับ



รีวิว 2 ศาสนสถานที่สำคัญของชาวจาร์ตา ก็มีเพียงเท่านี้ครับ แล้วจะนำสถานที่สนใจอื่นๆมาแชร์อีกนะครับ



วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561

อนุสาวรีย์ช้างสำริด สัญลักษณ์แห่งมิตรภาพของชาวสยาม ที่รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชทานแก่ประเทศต่างๆ

จากการที่ทีมของเราได้มีโอกาสไปเยี่ยมลูกค้าที่ประเทศอินโดนีเซีย เมืองจาการ์ตา ทำให้ทีมของเราได้มีโอกาสไปสำรวจสิ่งล้ำค่าสิ่งหนึ่งของชาวไทย นั่นคือรูปปั้นช้างสำริด ซึ่งล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานให้กับประเทศต่างๆที่พระองค์ได้เสด็จประพาสในแถบมลายู รูปปั้นช้างสำริดที่ทรงคุณค่าเป็นเครื่องหมายของมิตรภาพระหว่างสยามและประเทศนั้นๆ มีอยู่ในที่ใดบ้าง เราได้รวบรวมข้อมูลมาให้ได้ทราบกันครับ

1. ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ตึกดังกล่าวจึงถูกเรียกว่า ตึกช้างไปโดยปริยาย สำหรับพิพิธภัณฑ์สถานแห่งนี้ตั้งอยู่ในส่วนเมืองเก่า คล้ายๆฝั่งพระนครบ้านเราเลยครับ และอยู่ตรงข้ามกับอนุสาวรีย์ Monas ที่เป็นเสาและมีเปลวไฟสีทองอยู่ด้านบน








ลองถ่ายวีดีโอมาให้ชมกันครับ อาจจะกระตุกหน่อย เพราะเพิ่งเริ่มใช้งานครับ


โดยรูปปั้นช้างสำริดนี้ จะมีอีก 2 ตัวครับ อยู่ในแถบประเทศเพื่อนบ้านของเรานั่นเอง

2. ด้านหน้า The Art House ซึ่งเดิมเป็นรัฐสภาเก่าของสิงคโปร์


3. สวนสัตว์ไซง่อน ประเทศเวียดนาม
เนื่องจากยังไม่เคยไปขออนุญาตใช้ภาพถ่ายจากอินเตอร์เนตนะครับ 



ก็ครบแล้วนะครับสำหรับรูปปั้นช้าง ที่เป็นเหมือนทูตเจริญสัมพันธไมตรีให้กับประเทศของเราในประเทศต่างๆ แต่อย่างไรก็ดีหากลองคิดดีๆแล้ว เรายังมีช้างสำริดที่เป็นพี่น้องของช้างเหล่านี้ด้วยครับ แล้วช้างเหล่านั้นอยู่ที่ไหน.....  ยังมีอีก อยู่ด้านหน้า พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวังครับ


รายละเอียดเกี่ยวกับช้างสำริดจากสยาม ก็มีประมาณนี้ครับ จะเห็นได้ว่าระหว่างการเดินทาง หากเราได้ศึกษาประวัติศาสตร์เพิ่มเติม ก็จะทำให้รู้สึกสนุกไปกับการเดินทาง เพื่อร้อยเรียงเรื่องราวต่างๆในประวัติศาสตร์เข้าด้วยกัน การได้เห็นช้างสำริดในครั้งนี้ สร้างความรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นไทยเป็นอย่างมาก และได้เห็นพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ ๕ ในด้านการทูตอีกด้วยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Marrakesh HuaHin Resort and Spa เที่ยวมาราเกช เมืองสีแดง ที่หัวหินกันครับ

ถ้าพูดถึงรีสอร์ทที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ต่างประเทศ 1 ในรีสอร์ท ที่หลายๆคนต้องผุดขึ้นมาในหัวนั้น จะต้องมี Marrakesh แน่นอน  มาราเกช เป็น 1 ในโรงแรมที่ออกแบบโดยได้รับกลิ่นไอจากต่างประเทศ ซึ่งประเทศ Morocco นั่นเอง ชื่อ Marrakesh นี้แปลว่า "เมืองสีแดง" ครับ จึงไม่แปลกเลย ที่โทนสีของโรงแรมนั้นจะเน้นไปทางสีแดงอิฐ

ตัวโรงแรมตั้งอยู่ค่อนไปทางทางขึ้นเขาตะเกียบ จึงไม่ไกลกับตลาด Cicada และห้าง Blue port แตทำเลแถวนี้ ไม่คับคั่งเท่ากับโซนตลาด ดังนั้นแขกที่เข้าพักจึงผ่อนคลายและพบกับบรรยากาศที่สงบครับ

ตัวโรงแรมจะเป็นพื้นที่ทางลึกเข้าไปริมทะเล โดยส่วนต้นทางเข้า จะเป็นส่วน Residence และส่วนโรงแรมจะต้องเข้าลึกไปอีกหน่อย เมื่อไปยังด้านในก็จะเห็นตึกสีแดง และซุ้มโค้ง ให้ความรู้สึกเหมือนโมรอคโคดังภายครับ




ซุ้มโค้งสวยงาม 



อาคารสีแดง ตัดกับท้องฟ้าสีครามอย่างสวยงาม



ลวดลายเรขาคณิตบนกระเบื้อง


ใกล้กับจุด drop off ก็มีน้ำพุสวยงามกลางแจ้งให้ได้ถ่ายภาพ



จากซุ้ม Drop off เดินผ่านประตูโค้งเข้ามาด้านใน ได้อารมณ์สงบ และความเย็นจากผนังหิน เป็นบรรยากาศที่ยอดเยี่ยมครับ


กลางล็อบบี้ก็มีน้ำพุเช่นกัน


ตรงกลางจะแยกเป็นโซนซ้ายและขวา ซึ่งสุดทางจะมี ที่นั่งพัก (และที่ถ่ายภาพที่) ที่คิดว่าทุกคนต้องหยุดแวะแน่นอน




บริเวณที่นั่งก็จะมีน้ำพุด้วย ฟังเสียงน้ำไหลเพลินๆ ไปกับการดูแมกไม้และท้องฟ้า ก็ผ่อนคลายไม่หยอก







ด้านบนก็มีโคมไฟแบบ อาหรับ หรือตุรกี สวยงาม





ดื่มด่ำกับบริเวณล็อบบี้แล้ว ทีนี้ไปชมห้องกันบ้างครับ




เริ่มจากห้อง Jacuzzi Suite ครับ ภายในห้องมีสีที่เบรคอารมณ์จากภายนอก ด้วยสีน้ำเงินเข้มครับ
เข้ามาก็มีซุ้มเช่นกัน กว่าเราจะถึงห้อง เราก็จะผ่านซุ้มประตูมากมาย ให้อารมณ์เหมือนเราเดินมุดผ่านหมู่บ้านตึกรามบ้านช่องในเมืองดีครับ



จากส่วนห้องน้ำที่สีเข้ม พอเดินผ่านมายังห้องนอนก็จะเป็นส่วนที่สีเบาลง เป็นโทรขาว เทอควอยซ์ครับ


ส่วนด้านนอกมีอ่าง Jacuzzi ให้ได้แช่ไปชมบรรยากาศไป




วิวจะเป็นแนวขวาง ด้านซ้ายเป็นทะเลครับ



กลับมาชมอ่าง 


ด้านตรงข้ามเป็นที่นั่งสีสดใส ตัดกับกำแพง เป็นมุมนึงที่ถ่ายภาพออกมาแล้วสีสันจะสดใสสุดๆ







เดินกลับมาส่วนห้องน้ำกัน





ส่วนอาบน้ำ จะปูโมเซกเล็กๆ สีเหลือบเหมือนปีกแมลงทับสวยงามมาก 






มีขวดเซรามิค จาก PASHA เช่นกันครับ :)


ในห้องก็มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย รวมถึง Mini bar ด้วย






ออกมาชมห้องถัดไปกันบ้าง


วิวจากระเบียงก็สวยงาม มองเห็นตึกอื่นๆ


ในแต่ละตึกจะมีป้ายเหล็ก เป็นรูปต่างๆ คล้ายๆกับเป็นชื่อของตึกนั้นๆครับ



ป้ายหน้าห้องก็จะทำล้อกันไปกับป้ายตึก อันนี้เป็นรูปกระโจม


ห้องถัดมา เป็น Fountain Pool Villa  ครับ
พบกับขวดของเราก่อนเลย



โซนด้านนอกจะมีกำแพงสีดำ ฉลุลายกั้นอยู่ เวลามีแสงลอดจะสวยงามมาก


มีสระส่วนตัวเลย ผ่อนคลายมากๆ


มีเก้าอี้ ไว้รับอากาศภายนอกเช่นกัน





โทนห้องก็ยังเป็นแบบเดียวกับห้อง Jacuzzi ครับ








มาห้องสุดท้าย ห้องแบบ Oceanfront Suite รับลมทะเล มี 6 ห้องเท่านั้น และ 2 ห้อง ชั้นบนสุดจะเป็นตัวท็อป ที่มีดาดฟ้า และ Gazebo ของตัวเอง ซึ่งสามารถจัดบาร์บิคิวส่วนตัวได้ เสียดายวันนี้ไม่ได้ขึ้นไปห้องชั้นบนครับ ชมห้องชั้นรองลงมาไปก่อนนะครับ



วิวจากทางเดิน


เข้ามาในห้องครับ



มีอ่างอยู่ในห้องเลย








สามารถเปิดระเบียงไปรับไอทะเล ให้ชุ่มปอดได้





จากนั้น ขอพาไปชมส่วนริมทะเลครับ




ที่นี่มีร้านอาหาร ชื่อ Al Humra ซึ่งมีอาหารโมรอคโคด้วย เดี๋ยวกลับมาดูกัน ไปทะเลกันก่อน






อีก Gimmick หนึ่งของที่นี่คือมี ต้นอิมทผาลัม จริงๆปลุกไว้ด้วย และสามารถทานลูกได้ (แต่ต้องตกลงมาแล้ว เพราะคงปีนไม่ไหว)  



วิวทะเลหน้าโรงแรม




มองกลับไป


ด้านบนที่มีซุ้มโค้งนี่ละครับ ของเด็ดของห้องชั้นบนสุด




กลับมาร้านอาหารครับ เมนูแผ่นใหญ่ทำจากพลาสติก สะดวกดีเวลาแขกจะสั่งตอนอยู่ในสระ



บรรยากาศในร้านเป็นไม้ และปูกระเบื้องบนเพดาน สีสดใส




อาหารโมรอคโค ก็คล้ายๆ อาหารเมดิเตอร์เรเนียนครับ พวกพิซซ๋าก็มีให้ทาน


สลัด คูสคูส (couscous) ครับซึ่งเป็นเหมือนผงสีเหลืองๆทีโรยๆบนผัก หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก คูสคูส ซึ่งแว่บแรกทีได้ทาน จะมีความคล้ายคลึงกับข้าวครับ แต่มันไม่ใช่ข้าวนะครับ มันเป็นอาหารที่ทำมาจากข้าวสาลี คล้ายๆ กับเส้นพาสต้า จะเรียกว่าเป็นพาสต้าเม็ดจิ๋วก็ไม่ผิดนัก คนโมรอคโคนิยมทานกัน เหมือนที่พวกเราชอบทานข้าวครับ


ถัดมาเป็น ทาร์จีนแกะครับ อาหารของโมรอคโค เสิร์ฟด้วยภาชนะของเขา ที่ช่วยในการอบ ทรงเหมือนกระโจม เรียกว่า ทาร์จีน รสชาติเหมือนสตู น้ำสตูอร่อยดีครับ


แน่นอน เสิร์ฟพร้อม คูสคูส เช่นกัน


ทานเสร็จก็ดูวิวรอบๆอีกนิด









สำหรับรีวิว Marrakesh ในครั้งนี้ก็มีประมาณนี้นะครับ สำหรับใครที่อยากได้ที่พักกลิ่นไอแบบโมรอคโค ถ่ายภาพสีสวยงาม และอยากลองอาหารของโมรอคโค โรงแรมนี้ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ที่จะทำให้วันหยุดของคุณ มีอะไรแปลกใหม่มากยิ่งขึ้นครับ