วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

Century the Movie Plaza Onnuch เปิดแล้วครับ ห้างใกล้ๆบริษัท มีร้านอาหารอะไรบ้างมาดูกัน

วันนี้มาเดินดูห้างใหม่ที่เปิดในบริเวณใกล้เคียง PASHA ของเราครับ นั่นคือห้าง Century the Movie Plaza Onnuch ครับ สถานที่ตั้งอยู่ในทำเลดีมาก ติดรถไฟฟ้าอ่อนนุช ตรงข้ามกับ Tesco Lotus สุขุมวิท 50 เลย ซึ่ง BTS อ่อนนุชนี้ เคยเป็น Terminal Station มาก่อน ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ในบริเวณนี้มีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร และร้านขายสินค้า ตลาดนัดมากมาย แม้มีการต่อขยายเส้นทางรถไฟฟ้าไปแล้ว ความนิยมของย่านนี้ก็ยังไม่มีทีท่าจะลดลง กอปรกับการหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นิยมเข้าพักโรงแรมในย่านนี้ซึ่งมีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับทำเลที่ตั้ง ทำให้กำลังซื้อในทำเลนี้มีสูง

ห้าง Century ที่มาเปิดนี้ ก็มาเติมเต็มความต้องการของคนในย่านนี้ เช่น ร้านอาหารบ้างร้านที่ยังไม่เคยมีในบริเวณนี้ก็มาเปิด ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกลเข้าเมือง เพื่อไปทานร้านเหล่านี้ และทีสำคัญยังมีโรงภาพยนตร์อีกด้วย จึงสะดวกสบายอย่างมาก วันนี้ห้างก็เปิดบางส่วนแล้ว จึงขอพาเดินชมครับ (เน้นด้านอาหาร)

ส่วนหน้าห้างฝั่งขวาจะมี Starbucks ให้บริการ


มีป้ายทางไปโรงแรมด้วยครับ ในอนาคตจะมีโรงแรมด้วย เป็น Jazz Hotel  นักท่องเที่ยวจะสะดวกสบายมากๆในการหาของกิน


มีร้านช้า KOI the ด้วย ร้านชาชื่อดังที่ปกติ ถ้าไปทานในเมืองต้องรอคิวนาน มาที่นี่รอคิวไม่นาน สบายๆเลยครับ




ร้านอาหารไทยและอินเตอร์ Food Universe ยังไม่เปิด



เข้าไปอีกมีจัมปง จากนางาซากิครับ



สำหรับคนที่ชอบอาหารญี่ปุ่น แนวอิซากายะ หรือแนวกินดื่ม ก็มีซาการิกิ432 มาเปิด


โยชิโนยะ ข้าวหน้าเนื้อก็มาเปิดเช่นกัน


แต่ถ้าชอบหมูกรอบๆ ก็มีคัตซึยะ


เดินวนกลับมาด้านหน้า ก็มี แมคโดนัลด์ แต่สาขานี้ไม่ได้เปิด 24 ชม.ครับ ใครมาดึกๆ ต้องไปฝั่งโลตัส น่าจะเปิดประมาณ 6.30 - 23.30 น.


ทางลง ยังทำไม่เสร็จ จะมีร้านต่างๆตามภาพ


ขึ้นมาดูชั้น 2 กันต่อครับ


มี Pepper Lunch


ร้านเครปและชา


ส่วนใครหายา และเครื่องสำอางค์ ก็มีมัตซึโมโตะ คิโยชิมาเปิดครับ



MOS Burger ก็มาแต่ยังไม่เปิดบริการ


ใครอยากทานแบบไม่รีบร้อน ก็มี โอโตยะ


สำหรับราเมงก็มีฮาจิบัง


มีแอนตี้แอนส์และยามาซากิ 


First Snow บิงซู


ชั้น 3 เป็นแนวความงาม ไม่ได้ถ่ายมา และจะมีทางขึ้นไปโรงภาพยนตร์ แต่ยังไม่เปิดให้บริการเช่นกันครับ


สรุป : สำหรับ Century สาขานี้ ร้านอาหารจะเน้นไปในแนวญี่ปุ่นมากครับ เกือบ 80 % เลยทีเดียว สำหรับคนที่อยู่อาศัยหรือทำงานย่านนี้ ก็จะมีทางเลือกร้านอาหารมากยิ่งขึ้น แถวสามารถชมภาพยนตร์ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปไกล จึงเป็นอีกที่ถ้าไม่อยากไปไหนไกลก็มาแวะดูครับ

วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Burger & Lobster : Bangkok @ Gaysorn Village เบอร์เกอร์แอนด์ลอบสเตอร์ มาถึงเมืองไทย (ซักพัก) แล้ว !!!

หลังจากที่ปี 57 เราได้รีวิวเกี่ยวกับ Red Lobster และ Burger & Lobster กันมาแล้ว จะเห็นได้ว่าหลังจากนั้น ความนิยมเกี่ยวกับ Lobster ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและพบเห็นในอาหารต่างๆมากมาย แม้กระทั่งอาหารญี่ปุ่น ในร้านซูซิ หรือร้าน Premium Buffet ต่างๆ 

กลับไปดูริวิวเก่า เกี่ยวกับ Red Lobster และ Burger & Lobster ที่ลอนดอน ได้ที่นี่ครับ คลิ๊ก

และในปีนี้เองที่เราก็ได้มีโอกาสทาน Burger & Lobster ในประเทศไทยกันแล้วครับ โดยสาขาแรกในกรุงเทพฯ เปิดที่เกสรพลาซ่าครับ 

การเดินทาง
- รถไฟฟ้า : ลงสถานีชิดลม สะดวกสบายมาก
- รถส่วนตัว : ถ้ามาในวันหยุด และใช้บริการของทางห้างมีตราประทับ สามารถจอดได้ทั้งวันเลยครับ 

มาถึงหน้าร้านจะมีทางเข้าสองด้านภายในห้างกะด้านนอก ถ้าทางเข้าด้านในห้างจะเป็นประตูไม้ยักษ์ดันแล้วจะหมุนเข้าไปในร้านได้


เมื่อเข้ามาก็จะพบผนังงานศิลป์แบบ Pop Art รูป Lobster


ร้านแต่งแนว Loft, Industrial 


มีม่านเหล็กที่สามารถใช้ได้ทั้งตกแต่งและเป็นส่วนกั้นพื้นที่แต่ละโต๊ะได้เป็นอย่างดี





ส่วนด้านในสุดของร้านติดริมหน้าต่างด้านนอก เป็นผนังลายตัวละครของร้าน



หลังจากชมร้านแล้วก็มานั่งโต๊ะกันครับ มีอุปกรณ์และซอสต่างๆเตรียมไว้ให้ทานกับ Lobster


ที่แกะกุ้งก็ยังเป็นก้ามกุ้งเลย


ผ้ากันเปื้อนลายคลาสิคเหมือนต้นตำรับ



จากนั้นมาดูเมนูกันบ้าง ยังคงคอนเซปเดิมว่าจะทาน Burger หรือ Lobster หรือจะผสมกันครับ



เมนูที่สั่งคือ Original Lobster ครับ ตัวค่อนข้างใหญ่  มาพร้อมเฟรนช์ฟราย และซอส Garlic Butter หอมมัน กลิ่นของ Lobster ก็หอมแข่งกัน สำหรับจานนี้ถ้าทานกัน 2 คนและไม่ทานกันเยอะก็ถือว่าอิ่มนะครับ



แต่หากใครยังไม่อิ่มก็ลอง Roll ด้วย อันนี้ Roll Avocado ครับ มีความมันของ Avocado เพิ่มมา แต่โดยส่วนตัว รสชาติจะไม่เข้มข้นเท่า Lobster เป็นตัวๆ ใครอยากทาน Lobster แบบเน้นๆ ก็เน้นเป็นตัวดีกว่าครับ 




โดยรวมแล้วก็โอเคเลยนะครับ ใกล้เคียงกับต้นตำรับ สามารถทานที่นี่ได้ โดยไม่ต้องบินไปทานถึงอังกฤษเลย และที่สำคัญราคาก็อยู่ในเรทเดียวกันอีกด้วยครับ

วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

พระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง

หลังจากผ่านพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ในวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่โศกเศร้าของชาวไทยทั้งประเทศ แต่พวกเราก็ได้มีโอกาสเห็นพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ และคงไว้ตามโบราณราชประเพณีที่มีมา รวมไปถึงการได้มีโอกาสเข้าชม พระเมรุมาศที่ประกอบพระราชพิธีด้วย 

พระเมรุมาศเปิดให้เข้าชมทุกวันครับ ๗.๐๐ - ๒๒.๐๐ น. ตั้งแต่วันที่ ๒-๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ (แต่เนื่องจากจำนวนผู้เข้าชมจำนวนมาก ทำให้ทางรัฐบาลกำลังตัดสินใจว่าจะขอพระบรมราชานุญาตเพิ่มระยะเวลาอีกหรือไม่) โดยรอบการรับชมจะชมได้รอบละประมาณ ๕,๐๐๐ คนครับ 

ทางเข้าชม จะแบ่งเป็น ๓ ด้าน 
- พระแม่ธรณีบิดมวยผม (แถวราชดำเนิน โรงแรมรัตนโกสินทร์)
- กรมรักษาดินแดน
- ถนนท่าช้าง

ถ้าขับรถส่วนตัว แนะนำให้ไปจอดได้ที่ตึกจอดรถ กทม. ใกล้ถนนข้าวสารและเดินไปทางงด้านพระแม่ธรณีครับ

เมื่อไปถึงจุดคัดกรอง อย่าลืมเตรียมบัตรประชาชน เพื่อสแกนผ่านกล้องจะได้ไม่เสียเวลาครับ จากนั้นจะมีการตรวจกระเป๋าตามปกติ

จากนั้นก็จะเดินเข้ามาด้านในเป็นเต้นท์หลังคาสูงเพื่อรอเข้าชมครับ  โดยนั่งเรียงตามแถวตัวอักษร เมื่อถึงเวลาเข้าชมได้ เจ้าหน้าที่ก็จะเรียกทีละแถว  ระหว่างที่รอแถวถ้ามากันหลายคน สามารถลุกออกมาถ่ายภาพพระเมรุมาศได้ครับ ให้คนที่มาด้วยเฝ้าของแล้วผลัดกัน



จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เรียกแถวให้เข้าไปชมได้ 
- สามารถถ่ายภาพได้ตามปกติแต่อยู่ในกริยาสำรวม งดถ่ายเซลฟี่




เมื่อเข้าใกล้ไปทีละนิดก็สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่งดงามและสมพระเกียรติ


ฉากบังพระเพลิงเป็นภาพวาดงดงาม




เมื่อเข้าไปแล้ว ส่วนกลางเป็พระเมรุมาศ และโดยรอบมีศาลาลูกขุนต่างๆซึ่งเปลี่ยนไปเป็นส่วนจัดแสดงรายละเอียดการสร้างพระเมรุมาศครับ เริ่มจากอาคารทางซ้ายเมื่อเข้าไป เป็นผังอาคารและแบบจำลองแสดริ้วขบวนพระราชพิธี





แบบจำลองที่มีความงดงามมาก





จากศาลาแรก เราเดินกลับมาดูแปลงนาสาธิและสิ่งประดิษฐ์ต่างๆของมูลนิธิชัยพัฒนาครับ


มีโต๊ะทรงงานในสมเด็จพระเทพฯด้วยครับ



ออกมาแสงเริ่มเปลี่ยน พระอาทิตย์กำลังจะลับของฟ้า แสงไฟที่ประดับพระเมรุมาศเริ่มจะทำหน้าที่ของมันชัดเจนขึ้นครับ




ในการเข้าชมพระเมรุมาศ และศาลาต่างๆเราจะเดินชมเป็นแบบตามเข็มนาฬิกาครับ (ซ้ายไปขวา) 

ศาลาแต่ละแห่งจะเล่าเรื่องราวการก่อสร้างพระเมรุมาศในแต่ละส่วน สำหรับตรงนี้จะเป็นส่วนของตกแต่งต่างๆ


เทวดาบังไฟ


เครื่องแขวนต่างๆ ทำจากเม็ดธัญพืช วิจิตรบรรจงมาก



เครื่องแขวนที่เป็นไม้ก็ละเอียดไม่แพ้กัน




เมื่อออกจากศาลาที่ ๒ ฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีไปอีกแบบครับ เป็นความงามของฟ้าในช่วง Twilight หรือโพล้เพล้ เมื่อถ่ายภาพออกมาจะสวยมาก ฟ้าสีฟ้าช่วยขับให้พระเมรุมาศสีทองเหลืองอร่ามจับใจ







ความงดงามที่ใครก็ตามที่เข้าชม ไม่สามารถห้ามใจตัวเองไม่ให้ถ่ายภาพเพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำได้






รอบๆพระเมรุมาศจะเป็นสระน้ำ ตามคติความเชื่อโบราณ ที่เชื่อว่าพระเมรุมาศนั้นคือเขาพระสุเมร รายรอบด้วยป่าหิมพานต์ มีสระต่างๆ ๗ สระ แต่ที่พวกเรามักได้ยินคือสระอโนดาตครับ แต่ละสระรอบพระเมรุมาศจึงมีสัตว์หิมพานต์ที่ต่างกัน


มุมนี้จะสามารถมองทอดยาวไปถึงพระบรมมหาราชวัง จากนั้นก็ชื่นชมกับความยิ่งใหญ่ของพระเมรุมาศครับ



















ถัดมาจะเป็นศาลาอธิบายถึงการสร้างโครงสร้างต่างๆ มีภาพสเกตบนโต๊ะเขียนแบบ และนำภาพเหล่านั้นมาขยายเป็นขนาดจริง 










ฟ้าก็เปลี่ยนสีอีกครั้ง





มุมนี้เป็นเหมือนทางเดินของดอกดาวเรือง ไปสู่พระบรมมหาราชวัง


ศาลาถัดมา นำเสนอด้านการสร้างงานปั้น รูปปั้นต่างๆ














ครุฑทำได้สวยงามทรงพลังมาก






ฉากบังไฟ






จากนั้นจะมีนิทรรศการพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ ตลอดยุคสมัยของท่านครับ ด้านหน้ามีขุนโจโฉ แและคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง 




ด้านในมีพระราชประวัติเรียงตามช่วงเวลาเลยครับ







วิทยุทรงงานของพระองค์


ของใช้พระราชทานให้ผู้ประสบภัย



โต๊ะทรงงาน "พ่อ" ของพวกเรา โต๊ะของพระราชาที่อาจจะดูเรียบง่ายเมื่อเทียบกับราชาองค์อื่นๆ แต่เป็นโต๊ะที่สร้างความมหัศจรรย์ต่างๆมากมาย ให้กับคนไทยแลรวมไปถึงชาวโลก










ประกาศสำนักพระราชวัง ที่ไม่มีใครอยากให้มี



บัตรในงานพระราชพิธีพระบรมศพ



ภาพพระบรมฉายาลักษณ์สุดท้ายก่อนออก เป็นภาพที่เรียบง่ายแต่มีความหมายกินใจมากครับ ทำให้รู้สึกตื้นตันในพระราชดำรัสของพระองค์ และทำให้รู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร พวกเราก็ภูมิใจที่เป็นคนไทย และได้เกิดในแผ่นดินของ "พ่อ"


ส่วนสุดท้ายก่อนออกจะเป็นส่วนจัดแสดงเรื่องพระราชรถในพระราชพิธีครับ






สำหรับผู้พิการก็สามารถเข้าชมได้ โดยการให้สัมผัสแบบจำลองครับ



สำหรับรีวิวพระเมรุมาศก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับ อยากให้ทุกคนได้มีโอกาสมาชมความยิ่งใหญ่ และมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของคนไทย ก่อนที่จะถูกย้ายไปครับ