วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Marrakesh HuaHin Resort and Spa เที่ยวมาราเกช เมืองสีแดง ที่หัวหินกันครับ

ถ้าพูดถึงรีสอร์ทที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ต่างประเทศ 1 ในรีสอร์ท ที่หลายๆคนต้องผุดขึ้นมาในหัวนั้น จะต้องมี Marrakesh แน่นอน  มาราเกช เป็น 1 ในโรงแรมที่ออกแบบโดยได้รับกลิ่นไอจากต่างประเทศ ซึ่งประเทศ Morocco นั่นเอง ชื่อ Marrakesh นี้แปลว่า "เมืองสีแดง" ครับ จึงไม่แปลกเลย ที่โทนสีของโรงแรมนั้นจะเน้นไปทางสีแดงอิฐ

ตัวโรงแรมตั้งอยู่ค่อนไปทางทางขึ้นเขาตะเกียบ จึงไม่ไกลกับตลาด Cicada และห้าง Blue port แตทำเลแถวนี้ ไม่คับคั่งเท่ากับโซนตลาด ดังนั้นแขกที่เข้าพักจึงผ่อนคลายและพบกับบรรยากาศที่สงบครับ

ตัวโรงแรมจะเป็นพื้นที่ทางลึกเข้าไปริมทะเล โดยส่วนต้นทางเข้า จะเป็นส่วน Residence และส่วนโรงแรมจะต้องเข้าลึกไปอีกหน่อย เมื่อไปยังด้านในก็จะเห็นตึกสีแดง และซุ้มโค้ง ให้ความรู้สึกเหมือนโมรอคโคดังภายครับ




ซุ้มโค้งสวยงาม 



อาคารสีแดง ตัดกับท้องฟ้าสีครามอย่างสวยงาม



ลวดลายเรขาคณิตบนกระเบื้อง


ใกล้กับจุด drop off ก็มีน้ำพุสวยงามกลางแจ้งให้ได้ถ่ายภาพ



จากซุ้ม Drop off เดินผ่านประตูโค้งเข้ามาด้านใน ได้อารมณ์สงบ และความเย็นจากผนังหิน เป็นบรรยากาศที่ยอดเยี่ยมครับ


กลางล็อบบี้ก็มีน้ำพุเช่นกัน


ตรงกลางจะแยกเป็นโซนซ้ายและขวา ซึ่งสุดทางจะมี ที่นั่งพัก (และที่ถ่ายภาพที่) ที่คิดว่าทุกคนต้องหยุดแวะแน่นอน




บริเวณที่นั่งก็จะมีน้ำพุด้วย ฟังเสียงน้ำไหลเพลินๆ ไปกับการดูแมกไม้และท้องฟ้า ก็ผ่อนคลายไม่หยอก







ด้านบนก็มีโคมไฟแบบ อาหรับ หรือตุรกี สวยงาม





ดื่มด่ำกับบริเวณล็อบบี้แล้ว ทีนี้ไปชมห้องกันบ้างครับ




เริ่มจากห้อง Jacuzzi Suite ครับ ภายในห้องมีสีที่เบรคอารมณ์จากภายนอก ด้วยสีน้ำเงินเข้มครับ
เข้ามาก็มีซุ้มเช่นกัน กว่าเราจะถึงห้อง เราก็จะผ่านซุ้มประตูมากมาย ให้อารมณ์เหมือนเราเดินมุดผ่านหมู่บ้านตึกรามบ้านช่องในเมืองดีครับ



จากส่วนห้องน้ำที่สีเข้ม พอเดินผ่านมายังห้องนอนก็จะเป็นส่วนที่สีเบาลง เป็นโทรขาว เทอควอยซ์ครับ


ส่วนด้านนอกมีอ่าง Jacuzzi ให้ได้แช่ไปชมบรรยากาศไป




วิวจะเป็นแนวขวาง ด้านซ้ายเป็นทะเลครับ



กลับมาชมอ่าง 


ด้านตรงข้ามเป็นที่นั่งสีสดใส ตัดกับกำแพง เป็นมุมนึงที่ถ่ายภาพออกมาแล้วสีสันจะสดใสสุดๆ







เดินกลับมาส่วนห้องน้ำกัน





ส่วนอาบน้ำ จะปูโมเซกเล็กๆ สีเหลือบเหมือนปีกแมลงทับสวยงามมาก 






มีขวดเซรามิค จาก PASHA เช่นกันครับ :)


ในห้องก็มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย รวมถึง Mini bar ด้วย






ออกมาชมห้องถัดไปกันบ้าง


วิวจากระเบียงก็สวยงาม มองเห็นตึกอื่นๆ


ในแต่ละตึกจะมีป้ายเหล็ก เป็นรูปต่างๆ คล้ายๆกับเป็นชื่อของตึกนั้นๆครับ



ป้ายหน้าห้องก็จะทำล้อกันไปกับป้ายตึก อันนี้เป็นรูปกระโจม


ห้องถัดมา เป็น Fountain Pool Villa  ครับ
พบกับขวดของเราก่อนเลย



โซนด้านนอกจะมีกำแพงสีดำ ฉลุลายกั้นอยู่ เวลามีแสงลอดจะสวยงามมาก


มีสระส่วนตัวเลย ผ่อนคลายมากๆ


มีเก้าอี้ ไว้รับอากาศภายนอกเช่นกัน





โทนห้องก็ยังเป็นแบบเดียวกับห้อง Jacuzzi ครับ








มาห้องสุดท้าย ห้องแบบ Oceanfront Suite รับลมทะเล มี 6 ห้องเท่านั้น และ 2 ห้อง ชั้นบนสุดจะเป็นตัวท็อป ที่มีดาดฟ้า และ Gazebo ของตัวเอง ซึ่งสามารถจัดบาร์บิคิวส่วนตัวได้ เสียดายวันนี้ไม่ได้ขึ้นไปห้องชั้นบนครับ ชมห้องชั้นรองลงมาไปก่อนนะครับ



วิวจากทางเดิน


เข้ามาในห้องครับ



มีอ่างอยู่ในห้องเลย








สามารถเปิดระเบียงไปรับไอทะเล ให้ชุ่มปอดได้





จากนั้น ขอพาไปชมส่วนริมทะเลครับ




ที่นี่มีร้านอาหาร ชื่อ Al Humra ซึ่งมีอาหารโมรอคโคด้วย เดี๋ยวกลับมาดูกัน ไปทะเลกันก่อน






อีก Gimmick หนึ่งของที่นี่คือมี ต้นอิมทผาลัม จริงๆปลุกไว้ด้วย และสามารถทานลูกได้ (แต่ต้องตกลงมาแล้ว เพราะคงปีนไม่ไหว)  



วิวทะเลหน้าโรงแรม




มองกลับไป


ด้านบนที่มีซุ้มโค้งนี่ละครับ ของเด็ดของห้องชั้นบนสุด




กลับมาร้านอาหารครับ เมนูแผ่นใหญ่ทำจากพลาสติก สะดวกดีเวลาแขกจะสั่งตอนอยู่ในสระ



บรรยากาศในร้านเป็นไม้ และปูกระเบื้องบนเพดาน สีสดใส




อาหารโมรอคโค ก็คล้ายๆ อาหารเมดิเตอร์เรเนียนครับ พวกพิซซ๋าก็มีให้ทาน


สลัด คูสคูส (couscous) ครับซึ่งเป็นเหมือนผงสีเหลืองๆทีโรยๆบนผัก หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก คูสคูส ซึ่งแว่บแรกทีได้ทาน จะมีความคล้ายคลึงกับข้าวครับ แต่มันไม่ใช่ข้าวนะครับ มันเป็นอาหารที่ทำมาจากข้าวสาลี คล้ายๆ กับเส้นพาสต้า จะเรียกว่าเป็นพาสต้าเม็ดจิ๋วก็ไม่ผิดนัก คนโมรอคโคนิยมทานกัน เหมือนที่พวกเราชอบทานข้าวครับ


ถัดมาเป็น ทาร์จีนแกะครับ อาหารของโมรอคโค เสิร์ฟด้วยภาชนะของเขา ที่ช่วยในการอบ ทรงเหมือนกระโจม เรียกว่า ทาร์จีน รสชาติเหมือนสตู น้ำสตูอร่อยดีครับ


แน่นอน เสิร์ฟพร้อม คูสคูส เช่นกัน


ทานเสร็จก็ดูวิวรอบๆอีกนิด









สำหรับรีวิว Marrakesh ในครั้งนี้ก็มีประมาณนี้นะครับ สำหรับใครที่อยากได้ที่พักกลิ่นไอแบบโมรอคโค ถ่ายภาพสีสวยงาม และอยากลองอาหารของโมรอคโค โรงแรมนี้ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ที่จะทำให้วันหยุดของคุณ มีอะไรแปลกใหม่มากยิ่งขึ้นครับ

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Open House @ Central Embassy : Eat Read Work กิน อ่าน ทำงานไป กับพื้นที่ที่จะเติมเต็มจินตนาการและความคิด

วันนี้พามาชม Open House ครับ จริงๆ Zone นี้เปิดมานานแล้ว แต่เพิ่งจะได้มีโอกาสมารีวิว สำหรับใครที่ยังไม่ได้ไป หรือไปมานานแล้วก็ลองมาอ่านรีวิวอัพเดทนี้กันครับ

Open House ตั้งอยู่ ชัน 6 Central Embassy  ซึ่งถ้าจะให้คำจำความง่ายๆสำหรับที่นี้ ก็คือร้านหนังสือที่มีร้านอาหารรวมอยู่ด้วยนั่นเอง เป็นส่วนที่เปิดโล่ง ติดกับโรงภาพยนตร์ Diplomat ครับ


มองลงไปด้านล่าง ถือว่าขึ้นมาสูงทีเดียว


การตกแต่ง สีขาว ลายกราฟฟิคสีดำ และแนวไม้สีอ่อนครับ จะว่า Minimal ก็ไม่ผิดนัก 


มองจากหน้าต่างลงไปด้านล่าง จะเห็น Zone Siwilai City Club ชายหาดลอยฟ้าครับ


หน้าต่างให้บรรยากาศริมทะเล น่าถ่ายภาพ


ชมวิวโดยรอบเรียบร้อยแล้วก็มายังด้านในกันครับ ใน Open House มีหนังสือมากมาย ให้ได้เลือกซื้อเลือกอ่านกัน ควบคู่ไปกับสินค้าต่างๆ ที่มีการวาง Display สวยงาม





นอกจากหนังสือต่างๆ ที่มีให้เลือกชมและเลือกถ่ายภาพคู่กับการตกแต่งสวยๆแล้ว อีกจุดเด่นนึง คือร้านอาหารนั่นเอง มีร้านอาหารอะไรบ้าง ไปดูกันครับ

Meat Bar ร้านสเต็ก ที่มีเนื้อชนิดต่างๆให้เลือกสรรค์ ใครที่เคยทานร้าน Arno's / You Hunt, We cook น่าจะคุ้นเคย เพราะลูกค้าสามารถเลือกชิ้นเนื้อสัตว์ที่อยากทานเองได้ครับ


Muteki ร้านอาหารญี่ปุ่น แบรนด์ลูกของ Mugendai ที่คนชอบทานอาหารญี่ปุ่นน่าจะคุ้นเคยครับ


Bao Buns ร้านที่นำแป้งซาลาเปา มาใส่ใส้ต่างๆ ทำให้ดูเหมือนเบอร์เกอร์ครับ เมนูนี้มีให้เห็นที่ Ippudo เช่นกัน ใครชอบมาทานได้ครับ



ร้านถัดมาคือ ร้านมังสวิรัติ ที่รสชาติดี ใครว่ากินมังสวิรัติแล้วจะต้องทิ้งความอร่อยไป มาลองทานร้านนี้กันครับ



แพคเกจเครื่องดื่ม สวยงามดี น้ำเปล่าใส่กล่องกระดาษ และก็มีน้ำผลไม้สกัดครับ มีให้เลือกหลายสูตร


สลัดมันฝรั่งกับซอสแบบญี่ปุ่น อร่อยทีเดียว ทานได้สบายๆ ไม่หนักท้องเกินไป


ซุปฟักทองแครอท รสก็ยังเบาๆ ไม่จัดจ้าน แต่อร่อย


สเต็กเห็ดพอตเทอเบโลครับ แม้จะทานมังสวิรัติ แต่เราก็สามารถทานอะไรที่ดูเหมือนสเต็ก โก้ๆ ได้
โดยไม่ต้องกินเนื้อสัตว์ รสชาติอาจไม่เข้มข้นเหมือนสเต็ก แต่ก็มีกลิ่นไอครับ



หันไปดูร้านใกล้ๆกัน มีร้านขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศสด้วย เป็นร้านขนมที่ใส่วัตถุดิบอย่างเต็มที่ Paris Miki ซึ่งมีสาขาในซอยอโศกครับ แต่ดูที่นี่จะม่ีให้เลือกมากกว่า


บางส่วนของขนมครับ




ลองมาทานกันดู ขออภัยไม่ได้จำชื่อเมนู รสชาติขนมของร้านจะเข้มข้น และออกไปทางหวานนะครับ ใครชอบแนวนี้คงจะฟินมากๆ



เอแคลร์คาราเมล ป็อบคอร์น ตัวป็อบคอร์นอาจโดนอากาศนานไปหน่อยเลยไม่ค่อยกรอบ


เค้กอันนี้ ผสมโกโก้  70% รสเข้มข้น สุขุม ใครไม่ชอบหวานมากก็ลองทนอันนี้ครับ ตัวเค้กเนื้อนุ่ม ครีมเบาๆ ทานสบาย



แวะเข้าห้องน้ำมีขวด Phuket ของ PASHA เราด้วย :)



หน้าห้องน้ำมีสินค้าเด็กอ่อน Evoli ครับ


ใกล้กันมีร้านกาแฟ Coffelogy


ใครอยากลองอาหารสเปน ก็มีร้าน Rico ครับ อาหารสเปนหาทานค่อนข้างยากในประเทศไทยเหมือนกันนะครับ อยากรู้ว่าอาหารสเปนเป็นอย่างไรก็ลองมาทานดู


ร้านอาหารอิตาเลียน Peppina ครับ แต่งร้านชิคๆ  



ใครอยากทานไอศกรีม ก็ลองทาน Movenpick ไอศกรีมพรีเมียม จากสวิสเซอร์เแลนด์ครับ



ข้อดีของ Open House คือ เราสามารถนั่งผ่อนคลาย ทนอาหารเบาๆ ควบคู่ไปกับดูหนังสือ หรือ (อ่านหนังสือได้) หรือยิ่งไปกว่านั้น คือการที่เราสามารถทานอาหารจากหลายๆร้านดังในที่เดียวได้ เพราะสามารถสั่งมาทานร่วมกันได้ และอยากนั่งตรงไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องนั่งในโซนร้านเเพียงอย่างเดียว นับเป็นไอเดียที่ดีมาก และน่าจะช่่วยเติมเต็มบ่ายวันอาทิตย์ ให้เป็นวันสบายๆได้เป็นอย่างดีครับ และยังสามารถเป็นที่นัดพบและเป็น Co-working space ที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้เป็นอย่างดี