วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Mercedes Benz Cafe @ Emporium คาเฟ่ของรถเบนซ์ที่เอมโพเลียม


ถ้ากล่าวถึง Mercedes Benz ก็คงไม่มีใครไม่รู้จัก กับยนตรกรรมหรูจากเยอรมันแบรนด์นี้นะครับ เชื่อว่าหลายคนคงใฝ่ฝันอยากจะได้ครอบครองรถเบนซ์ซักคัน และหลายแบรนด์ก็อยากสร้าง Passion ให้กับคนหลงใหลในแบรนด์นั้นมากขึ้น และเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้นโดยการทำของที่ระลึก หรือ flag ship store ต่างๆ การทำ cafe ก็มักเห็นได้ในหลายๆแบรนด์ และตอนนี้ในไทยก็ได้เปิด Mercedes Benz Cafe แล้วนะครับสถานที่ก็เดินทางได้สะดวกไม่ลำบากนั่นก็คือ Emporium นั่นเอง  ร้านตั้งอยู่ชั้น 1 ติดกับ Greyhound ครับ สังเกตง่ายจากป้ายและกำแพงที่สร้างจากการเอาโลโก้เบนซ์สามแฉกมาเรียงต่อกันตามภาพ



ภายใน cafe จะแย่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนจัดแสดงรถ ให้ได้ไปสัมผัสกับรถของจริงกัน รถจอดอยู่บนฐานหมุนได้รอบ 360 องศาครับ


และอีกส่วนคือ Zone อาหาร กำแพงที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์เบนซ์และต้นไม้ ดูร่วมสมัย


มาถึงเรื่องอาหาร อาหารจะเป็นเมนูแบบเยอรมัน ซึ่งแน่นอนก็เบนซ์มาจากเยอรมัน รายการอาหารมีไม่มาก แต่มีตั้งแต่อาหารเบาๆ ไปจนถึงของหวาน การออกแบบเมนูน่าจะทำร่วมกับ Water Library ครับ

ในภาพเป็นซีซาร์สลัด และซุปฟักทองใส่เม็ดฟักทองด้วย รสชาติดีแต่อ่อนไปนิดนึง



ฮอตดอกกับเฟรนซ์ฟราย หรือเรียกว่า Frite ดี อร่อยดีครับ ไม่กรอบมาก แต่รสชาติดีทีเดียว


ท้ายสุดคือแซลมอนซอสผักขม เนื้อนุ่มแต่รสอ่อนไปนิด


นอกจากอาหารคาว ยังมีขนมหวานให้ลองชิมด้วย แต่ยังไม่ได้ลองครับ แต่หน้าตาน่าทาน

โดยสรุป Mercedes Benz cafe ก็ทำออกมาได้ดี ในการดึงให้คนได้เข้ามาดูรถและมีประสบการณ์กับแบรนด์เพิ่มขึ้น ในส่วนของอาหารก็ทำออกมาได้ดี แต่ใน cafe น่าจะมีกิจกรรมมากกว่านี้เพื่อจะได้ดึงดูดคนมากขึ้นครับ


 ราคา : ต่อคนประมาณ 500 ครับ







วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2558

I'm Blind, Concept Restaurant @ The Sense มาลองทานอาหารในที่มืด และเข้าใจความรู้สึกของผู้พิการทางสายตากันนะครับ

จากที่ได้เคยพูดถึงนิทรรศการ Dialogue in the Dark ที่จามจุรี สแควร์กันไปแล้ว ซึ่งเป็นนิทรรศการที่ช่วยให้ผู้เข้าชมเข้าใจความรู้สึกของผู้พิการทางสายตาว่าการใช้ชีวิตในแต่ละวันนั้นยากลำบาก ท้าทาย น่าตื่นเต้น รวมไปถึงน่ากลัวแค่ไหน โดยให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมในการใช้ชีวิตนั้น โดยนิทรรศการนั้นจะมืดสนิท ผู้ชมจะเหมือนผู้พิการทางสายตา และจะต้องคอยคลำทาง ฟังเสียงต่างๆ ผ่านห้องจำลองในแต่ละห้อง ซึ่งจะจำลองสภาพสวน ถนนหนทาง ไปจนถึงการนั่งสามล้อ หากได้ไปเข้าชมก็จะรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้พิการทางสายตากันมากขึ้น มาคราวนี้มาลองสัมผัสถึงการรับประทานอาหารแบบผู้พิการทางสายตากันครับ  ร้านอยู่ The Sense ปิ่นเกล้า ชั้น 2 ด้านหน้าร้านจะเห็นแว่นโตๆเรืองแสงดังภาพ




ด้านหน้าตกแต่งเรียบง่ายด้วยไม้และปูนเปลือยดูร่วมสมัยดีครับ


ใครกลัวหลงก็มองพื้นแล้วเดินตามสัญลักษณ์นี้ครับ


สำหรับรีวิวนี้คงไม่มีภาพมากนัก ก็เพราะเราต้องสวมบทบาทเป็นผู้พิการทางสายตานินา ดังนั้นจะเน้นไปที่การบรรยายอารมณ์ความรู้สึกแล้วกันครับ

สำหรับการมาทานอาหาร จะต้องจองก่อนนะครับ เนื่องจากโต๊ะมีจำกัด สาเหตุที่โต๊ะมีจำกัดเพราะว่าไกด์หรือคนดูแลพวกเราเป็นผู้พิการทางสายตา จึงไม่รับจำนวนมาก เพราะเกรงว่าจะดูแลไม่ทั่วถึงครับ

ผู้รับจองโต๊ะก็เป็นผู้พิการทางสายตาเช่นกัน ชื่อ คุณไอซ์ครับ รอบจองมีวันละ 4 รอบ
12.00 - 13.30 
14.00 - 15.30
17.30 - 19.00
19.30 - 21.00

อาหาร มีให้เลือก 3 ชนิด คือ ไทย ญี่ปุ่น และมังสวิรัติ  ถ้าจองก่อน ราคาอาหารจะลดราคา 50% เหลือท่านละประมาณ 500 บาทครับ

เมื่อจองเวลาเรียบร้อยแล้ว ก็มารอเข้าไปในร้านครับ โดยคุณไอซ์จะเรียกชื่อทีละโต๊ะแล้วค่อยๆพาเข้าไป เพื่อป้องกันการนั่งผิดโต๊ะครับ เราจะต้องเกาะแขนกันไปผ่านไปในความมืด ทำให้ต้องคอยระวังว่าจะเดินชนอะไรมั้ย ก้าวที่ปกติจะก้าวยาวๆนั้นก็หดสั้นลงไปกว่าครึ่งเพราะต้องระมัดระวัง จรมาถึงโต๊ะ บนโต๊ะจะมีอาหารวางไว้ให้พร้อมรับประทาน ซึ่งก็คงต้องใช้ความจำแทนการมองเห็นกันละครับว่าอาหารอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง 

โดยรวมเป็นประสบการณ์ที่สนุกดีครับ แต่ถ้าต้องทานอาหารโดยที่มองไม่เห็นไปตลอดนั้นก็คงไม่สนุกหรือท้าทายเท่าไหร่ การมาร้านนี้จึงเป็นกุศโลบายที่ดีที่จะช่วยให้เข้าใจความลำบากของผู้พิการทางสายตา และยังช่วยบริจาคให้ผู้บริการทางสายตาอีกด้วยนะ

เพิ่มเติม

ที่รีบรีวิวก็เพราะว่าทางร้านจะเปิดถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้เท่านั้นครับ รีบกันหน่อยนะ

PHOENIX LAVA @ The Sense : ซาลาเปาลาวาที่น่ารักมาก

ช่วงนี้ซาลาเปาลาวา ก็เป็นอาหารว่างอีกอย่างที่คนนิยมทานกัน เห็นได้จากร้านค้าหลายแห่งก็รวมเมนูนี้เข้าไปด้วย วันนี้มาพบกับซาลาเปาลาวาที่เป็นทั้งอาหารทางตาและปากกันครับ ร้านนี้ชื่อ PHOENIX  LAVA ขายซาลาเปาลาวา 3 รส คือ Orignal รสดั้งเดิม หรือไส้ครีมปกติ, Matcha ชาเขียว และ Sesame งาดำ แม้จะยังมีรสชาติให้เลือกชิมไม่มากนัก แต่ด้วย theme การตกแต่งร้านที่ดูน่ารักและมี concept แบบญี่ปุ่น ทำให้ร้านดูน่าสนใจทำให้คนที่เดินผ่านหยุดดูด้วยความสงสัยได้


หน้าร้านที่สาขา the Sense ปิ่นเกล้า


เมื่อเดินเข้าไปจะเห็นการตกแต่งร้านน่ารักและมีตัว Mascot เป็นลูกเจี๊ยบ (หรือลูกนกฟินิกซ์?) ตัวสีขาวอ้วนกลมดังภาพ






สิ่งที่น่าสนใจของร้านนี้คือการออกแบบ Packaging ที่ดี และคง Concept ไว้ทุกชิ้น เห็นแล้วไม่กล้าทิ้งเลย


มาดูตัวซาลาเปา หรือ Lavabun ครับ ขนาดซาลาเปายังเป็นหน้านกน้อยเลย น่ารักมาก สำหรับรสชาตินั้น ตัวไส้นั้นก็อร่อยดี แต่แป้งยังแข็งไปนิดนึง ถ้านุ่มกว่านี้จะอร่อยมากครับ



ใครติดใจนกน้อยพวกนี้ ก็มีของที่ระลึกเป็นซาลาเปาสีต่างๆ ให้เลือกซื้อด้วยครับ


โดยสรุปจัดว่าเป้นร้านที่มี concept ที่ดีมาก มีกลิ่นไอความเป็นญี่ปุ่นและเฉพาะตัว ใครชอบอะไรน่ารักๆก็ไปลองกันได้ ร้านมี 2 สาขา ที่ The Sense  ปิ่นเกล้า เลยเซ็นทรัลปิ่นเกล้า มาไม่กี่ก้าวครับ  และอีกสาขาที่ K Village 

ใครอยากทราบเพิ่มเติมลองไปดู website ได้ตามนี้ครับ คลิ๊กที่นี่


วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558

Magnum Pop up Pleasure Store : Siam Paragon ภาคต่อสำหรับคนรักแมคนั่มกับ Pop Up Store แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ

จาก 2 ปีก่อนที่มีแมคนั่ม คาเฟ่ ที่สยามเซ็นเตอร์ (ผ่านมาเร็วจัง) ที่ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีกับผู้ชื่นชอบแมคนั่มชาวไทย หากใครอยากทราบรายละเอียด สามารคลิ๊กลิ้งค์ด้านล่าง เพื่อลองทบทวนดูได้ครับ


มาในปี 2558 นี้ แมคนั่มก็ได้มาเปิด Pop up store ที่สยามพารากอนครับ โดยมีชื่อเก๋ๆว่า "Magnum Pop up Pleasure Store" ครับ โดย Pop up Store นี้จะขนาดไม่ใหญ่ ตั้งอยู่ชั้น 1 ฝั่งน้ำพุครับ ร้านจะเป็นแบบเปิดโล่งไม่มีกำแพงมองเห็นได้ง่าย มีโลโก้ M เด่นๆ ดังภาพ



ในร้านจะมีมุมน่ารักๆให้ได้ถ่ายรูปกันนะครับ มุมแรกเป็นมุมของ Milin แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำ



มี Magnum รุ่น Limited โดย Milin ด้วยครับ มี 3 แบบด้วยกัน สวยดี


นอกจากนั้นเป็นมุมต่างๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเป้นร้านแม็คนั่ม



ตรงกลางเป็น Counter สำหรับ สั่งอาหาร มีโต๊ะเล็กๆให้ทานได้ แต่เมนูจะไม่หลากหลายเท่า Cafe เมื่อ 2 ปีก่อนครับ เพราะร้านไม่ใหญ่



ใครที่ช่วงวันหยุดยาว อากาศร้อนและ อยากเดินห้างคล้ายร้อน และชอบแมคนั่ม ก็ลองมาเยี่ยม Pop up store แห่งนี้ดูนะครับ :)


สถานที่ : Siam Paragon ชั้น 1
สถานีรถไฟฟ้า : สยาม

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

EmQuartier Mini Review : มาดูกันว่ามีอะไรในเอ็มควอเทียร์ (27/3/2015)

ถ้าพูดถึงห้างหรูของฝั่งเซ็นทรัล นั่นก็คือ Central Embassy และถ้าพูดถึงห้างหรูของฝั่ง The Mall ซึ่งเพิ่งเปิดและกำลังได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ก็คือ EmQuartier ทั้งสองห้างเป็นห้างที่มีความหรูหราและร่วมสมัย เมื่อเดินแล้วจะได้ความรุ้สึกที่แตกต่างไปจากห้างอื่นๆ เพราะใช้โทนสีขาวเทา ดูสะอาดตาเหมือนกัน  สำหรับครั้งนี้เราขอรีวิวคร่าวๆเกี่ยวกับ EmQuartier ครับ

วันที่ไป คือวันเปิดห้าง Grand opening วันแรกครับ คนแน่นมากตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้า หากใครชอบไปในที่คนเยอะๆ เพราะรู้สึกมีสีสัน ลองมาช่วงห้างเปิดวันแรกๆ ครับ แต่สำหรับใครที่ไม่ชอบคนเยอะๆ อาจจะต้องรอสักพักหนึ่งหรือไม่ก็มาในช่วงค่ำ คนจะได้ซาลงไปบ้าง

การเดินทางมาที่ห้างในช่วงนี้แนะนำให้ใช้ BTS ครับ เพื่อจะได้ไม่ปวดหัว และสามารถคุมเวลาในการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยลงที่สถานีพร้อมพงษ์เหมือนเอ็มโพเลี่ยม แต่จะอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน


บรรยากาศหน้าห้างในวันแรกคนแน่นมาก


เมื่อมาถึงจะเห็นโลโก้ EmQuartier  และป้ายไฟสวยงามในตอนกลางคืน

สำหรับห้างร้านต่างๆใน EmQuartier  นั้นมีทั้งร้านปกติที่มีอยู่ในห้างอื่นๆ และร้านค้าใหม่ๆ ที่เรียกได้ว่าเป็นสาขาแรกในประเทศไทย มาเปิดซึ่งเป็นจุดที่น่าสนใจและดึงดูดให้มาห้างนี้ครับ




ในส่วนของ EmQuartier จะประกอบด้วยตึก 3 ตึกนะครับ ซึ่งถือว่าใหญ่พอสมควรเลยทีเดียว ใครชอบเดินห้างใหญ่ๆ คงเดินกันเพลินเลยทีเดียว


มีร้าน Kinokuniya ด้วย 


สำหรับฟิตเนสนั้น เป็นฟิตเนสที่แปลกใหม่และน่าสนใจมาก นั่นคือ Virgin Active ของ Richard Barnson เจ้าของธุรกิจ Virgin ซึ่งมีความหลากหลายและดังไปทั่วโลก 


ร้านต่างๆ จัด Event เพื่อฉลองการเปิดห้างใหม่


มีพาเหรดนางแบบด้วย


รวมไปถึงดาราก็มาร่วมงานเปิดตัวร้านค้าต่างๆด้วยครับ อันนี้ของ Club21


สำหรับใครที่รักการแต่งบ้านและชื่นชอบแบรนด์ Zara ที่นี่ก็มี Zara Home ครับ


สำหรับคนที่ชื่นชอบของหวาน โดยเฉพาะมาการง  ต้องพลาดไม่ได้กับ Pierre Herme 1 ในตำนาน         มาการงจากฝรั่งเศสครับ มาเปิดสาขาให้ได้ลองกัน เป็นมาการงที่รสชาติไม่หวานคอมากจนเกินไปครับ 


บรรยากาศในร้าน


Sephora ร้านเครื่องสำอางค์ที่สมัยก่อนคุณผู้หญิงที่ไปต่างประเทศ ต้องไปซื้อ ตอนนี้ก็เปิดสาขาที่นี่ด้วยเช่นกัน

หากใครหิวอยากหาอะไรทานก็มาที่ Gormet Market อยู่ตรง Zone Waterfall ครับ



ร้าน Eat มาเปิดด้วยครับ คนแน่น


Chefman ก็เช่นกัน เป็น express แต่ยังตกแต่งอยู่



มาด้าน IT กันบ้าง หากใครมา Emporium จะทราบว่าไม่มีศูนย์โทรศัพท์เครือข่ายไหนเลย แต่ตอนนี้ที่ EmQuartier ได้มาเปิดแล้ว น่าจะสะดวกสบายมากขึ้นครับ ในด้านสินค้า IT ก็มี Banana IT ครับ


ร้าน Beams จากญี่ปุ่นก็มาเปิดสาขานี้ครับ


ซึ่งเป็นแบรนด์ที่สูงขึ้นของ GAP ก็มาเปิดสาขาแรกเช่นกันครับ



ร้านอื่นๆก็ตกแต่งกันอย่างสวยงามและน่าสนใจ

ลองมาชมบรรยากาศภายนอกของห้างกันครับ



มีน้ำตกขนาดใหญ่และเล่นแสงไฟสวยงาม




หากมองไปฝั่งตรงข้ามก็จะเห็น Emporium ซึ่งก็ตกแต่งใหม่ให้เข้ากับฝั่งห้างใหม่ด้วยเช่นกัน มีการปรับเปลี่ยน Logo ของห้างด้วย


และที่เตะตาอีกอย่างคือมี Tiffany & Co. แบรนด์เครื่องประดับที่โด่งดังและชื่อของร้านก็ยังเป็นชื่อสี Tiffany Blue ซึ่งเป็นสีที่ in trend ในปัจจุบัน

เพิ่มเติมอีกนิดคือ ในห้างจะมีจอที่ทำเป็นเสาและบิดโค้ง มีการปรับให้เคลื่อนไหวตลอดเวลา ช่วยดึงความสนใจให้กับผู้ที่เดินห้างครับ








ภาพห้างในตอนกลางวัน

สรุปได้ว่า EmQuartier  เป็นห้างที่น่าสนใจห้างนึงเลยครับ ซึ่งมีร้านค้าและร้านอาหารไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า Central Embassy เลย มีร้านหลายๆร้านเหมือนๆกัน (ร้านอาหารเช่น)
Paul, Ippudo, Maisen และอีกหลายๆร้านครับ  ไว้จะมารีวิวเพิ่มเติมในโอกาสต่อไปครับ :)