วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Pot Ministry, Emquartier ร้านหม้อไฟแบบไทยฟิวชั่น

ตามมาติดๆอีกร้าน เป็นร้านที่เป็นแนวต้มๆเหมือนกัน แต่อันนี้เป็นแนวไทยฟิวชั่นครับ เป็นร้านที่ว่ามีคอนเซปดีทีเดียว หม้อไฟของร้านจะมีน้ำซุปแบ่งตามชื่อภาคครับ อีสาน เหนือ ใต้ และกลาง เวลาสั่งอาหารก็ดูเมนูจากไอแพดได้ดังภาพ น้ำจิ้มก็เป็นน้ำจิ้มแบบไทยๆ แนวซีฟู้ดครับ ร้านี้คือ Pot Ministry เป็นหม้อไฟแบบไทยประยุกต์ อยู่ Emquartier โซนตึก Helix ซึ่งเป็นตึกที่มีบันไดวนขึ้นไปเรื่อยๆ และมีร้านอาหารขนาบ 2 ข้างทางครับ

Pot Ministry Emquartier

เมนูไอแพด

Pot Ministry Emquartier

น้ำจิ้มครับ

Pot Ministry Emquartier

น้ำซูปครับ

อาหารจะเสิร์ฟด้วยภาชนะไม้ๆครับ ได้ความรู้สึกและกลิ่นไอความเป็นไทย แต่ก็ดูสมัยใหม่ดี สำหรับรูปแบบการตกแต่งก็เน้นสีน้ำตาล แต่ตอนที่ไปนั้นนั่งด้านนอกครับ วิวสวยดี ลมแรงหน่อย แต่ถ้านั่งจะไม่ค่อยเป็นอะไร จะมองเห็นวิวย่านสุขุมวิทในมุมสูงสวยงามมาก

Pot Ministry Emquartier

Pot Ministry Emquartier

ภาพวิวมุมสวนเบญจสิริ

มาดูอาหารอื่นๆกันบ้าง นอกจากหม้อไฟ มีวัตถุดิบแปลกๆให้ได้ลองทานหลายเมนูเลยครับ จานนี้คือใบชะคราม ที่หากินได้ค่อนข้างยาก อร่อยดี

Pot Ministry Emquartier

ปลากระพงราดซอสใบกระเพรา

 Pot Ministry Emquartier

ข้าวคลุกกะปิ

Pot Ministry Emquartier

Pot Ministry Emquartier

อาหารรสชาติดีครับ การตกแต่งร้านก็สวยดี หรือด้านนอกวิวก็สวยงามครับ อาหารจานหลักเสร็จแล้วก็เป็นของหวาน ช่วงนี้เป็นโปรโมชั่นได้ของหวานฟรีนะครับ

Pot Ministry Emquartier

ลอดช่อง

Pot Ministry Emquartier

ขนมปังน้ำแข็งไส ด้านในมีลอดช่องด้วย

Pot Ministry Emquartier

เป็นอีกร้านหม้อไฟที่แปลกใหม่ เพราะผสมผสานความเป็นไทยด้วยครับ และคอนเซปน้ำซุปแต่ละภาคและน้ำจิ้มที่มีรสชาติต่างกัน ก็สามารถทานร้านนี้ได้ไม่เบื่อครับ

ร้าน : Pot Ministry
Emquartier โซน Helix
การเดินทาง : รถไฟฟ้า พร้อมพงษ์
ราคา : 800บาท++

Nabezo @ Central Embassy : Premium ชาบูและสุกี้

ชาบูหรือสุกี้ น่าจะเป็นหนึ่งในอาหารที่หลายๆคนคุ้นเคยกันดี ส่วนใหญ่มักจะเป็นแนวบุฟเฟ่ห์ ซึ่งเราอาจจะเน้นที่ปริมาณจนลืมความอร่อยในแต่ละคำของมัน วันนี้ขอรีวิวร้านชาบู ระดับ Premium ที่เนื้อหมู หรือเนื้อวัว ไม่ได้เป็นแบบเติมไม่อั้น (แต่ผักเติมได้เรื่อย) ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ไปจากชาบูแบบทั่วๆไปกันครับ ร้านที่ว่าคือ Nabezo ใน Central Embassy ร้านนี้เป็นร้านในเครือร้านชาบูที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดีคือ Momo Paradise ครับ

สำหรับความแตกต่าง หรือเรียกว่าประสบการณ์ใหม่ที่จะได้รับจากร้านมีดังนี้

1. การเสิร์ฟอาหารจะเป็นคอร์สๆครับ เริ่มด้วยของเรียกน้ำย่อย แล้วจึงเป็นชาบูหรือสุกี้ แล้วแต่จะเลือก เมื่อทานหม้อไฟเสร็จแล้ว จะมีให้เลือกว่าจะเอาน้ำซุปที่เหลือที่รสชาติหวานหอมจากการต้มผักและเนื้อมาทำอาหารอะไรต่อ โดยเลือกได้ว่าจะทำเป็น ข้าวต้ม ราเมง หรืออุด้งครับ (เทคนิคทำข้าวต้มนี่ คนทานสุกี้บ่อยๆน่าจะคุ้นเคย)

2. มีพนักงานมาบริการคอยต้มให้ ตลอดจนตักอาหารใส่ชามให้ครับ อาจจะเกร็งเล็กน้อย

มาดูอาหารกันครับ
อาหารมีหลายเมนูครับ 
- หมูคุโรบูตะ 650++
- เนื้อวากิว 950++
- เนื้ออูมิ 2,400++

และวัตถุดิบจากฮอกไกโด เช่น ปูยักษ์ น่าจะ 2,400++

มาดูอาหารกันครับ

เริ่มคอร์สด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย ซึ่งจะปรับเปลี่ยนไปตามแต่วัน วันนี้มีแซลมอนย่างราดมิโซะ ข้าวหน้ากุ้งมีผักชีลาวกับเก๋ากี๋ไว้ด้านบน กลิ่นของผักชีลาวทำให้รู้สึกแปลกใหม่ และหมูผัดซอสครับ อร่อยดี ปริมาณกำลังดี เรียกน้ำย่อยได้ดี

nabezo central embassy

ผักมีให้เลือกมากมายครับ อันนี้เป็นจาน starter แต่ระหว่างทานจะมีผักอื่นๆมาให้เลือก เช่น เห็ดต่างๆ เข็มทอง ออเรนจิ และที่น่าสนใจคือรากไม้ญี่ปุ่นครับ กินแล้วไม่ขมนะ ฟองเต้าหู้ เต้าหู้ต่างๆก็มีให้ทานเช่นกันครับ

nabezo central embassy

ทีนี้มาถึงตัวหลัก ใครสั่งเมนูไหนก็ได้มาคนละ 1 ถาดครับ พนักงานจะช่วยต้มให้และจัดใส่จานให้ทานด้วย ด้วยปริมาณที่ไม่มากไม่น้อยไป ทำให้เราลิ้มรสของเนื้อที่เราสั่งได้เป็นอย่างดี เพราะหากอิ่มไป กินแล้วจะไม่อร่อย และเหลือทิ้งได้

nabezo central embassy

พนักงานจะตักใส่ชามเล็กๆให้ทานครับ พอหมดก็จะต้มให้อีก บริการดีมาก

nabezo central embassy

เมื่อทานหม้อไฟเสร็จแล้ว ก็ถึงขั้นเลือกเมนูถัดไป วันนี้เลือกราเมงครับ มีโรยหอมซอย ใครยังเหลือเนื้อสัตว์อยู่ก็นำมาใส่กับราเมงได้ครับ

nabezo central embassy

เส้นเหนียวนุ่มดี ต้มกันสดๆครับ

nabezo central embassy

เมื่อทานเสร็จจะเป็นคิวของหวาน มีให้เลือก 3 อย่าง วาราบิชาเขียว ดังโงะ และไอศกรีมครับ เลือก 2 อย่างแรก

nabezo central embassy

วาราบิชอบเป็นการส่วนตัว ด้วยความที่มันนุ่มๆ ใสๆและแฝงไอเย็นภายใน กินแล้วจะเพลินมากครับ

nabezo central embassy

ดังโงะกับถั่วแดงและไอศกรีม หวานกำลังดีครับ

โดยรวมแล้วเป็นชาบู Premium ที่รสชาติดีครับ เหมาะกับคนที่ไม่อยากทานแบบบุฟเฟ่ห์เพราะกลัวกินมากแล้วกลัวจะไม่ค้มเป็นอย่างมาก บรรยากาศก็สงบเป้นส่วนตัวดีครับ 

ร้าน : Nabezo 
Central Embassy ชั้น 5
การเดินทาง : รถไฟฟ้า ลงได้ทั้งเพลินจิต และชิดลม ครับ มีทางเชื่อมมาที่ Central Embassy ทั้งคู่
ราคา : 800 บาท ++ 


วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Muteki by Mugendai @ Empire Tower ซูชิฟิวชั่นบรรยากาศสบายๆ เหมาะกับวันทำงานที่เร่งรีบ

ถ้าพูดถึงร้านซูชิในกรุงเทพ มูเกนได ก็คงเป็นหนึ่งในร้านที่หลายๆคนน่าจะเคยได้ยินชื่อนะครับ มูเกนไดตั้งอยู่ที่ทองหล่อ ซึ่งอาจจะไกลไปสำหรับหลายๆท่านที่ต้องทำงานและเป้นเรื่องที่ลำบากในการฟันฝ่ารถติดไปทานถึงทองหล่อ วันนี้จึงมี mini review ร้าน Muteki มาให้ลองดูกัน ร้าน Muteki ตั้งอยู่ที่ตึก Empire ซึ่งน่าจะสะดวกสำหรับคนทำงานในวันธรรมดา หรือใครที่เกิดอยากทานปลาดิบในช่วงพักเที่ยง รวมถึงราคาไม่แรงเท่าสาขาแม่  

รูปแบบการตกแต่งร้าน Muteki เป็นแบบสบายๆร่วมสมัย แต่ยังมีกลิ่นไอของญี่ปุ่น จากการใช้ไม้เป็นหลักในการตกแต่ง


ถ่ายภาพบนโต๊ะเล่นๆ มีผ้าเปียกตามภาพไว้เช็ดมือตามธรรมเนียมญี่ปุ่นครับ


ภาพขวดเหล้าภายในร้าน

เนื่องจากมื้อนี้ค่อนข้างเร่งรีบเล็กน้อยภาพจึงไม่เยอะครับ มารีวิวที่อาหารเลยละกัน

ออเดิร์ฟสั่ง Sake Sashimi ครับ หรือแซลมอนซาชิมิ
สามชิ้น 350 บาท แต่ๆละคำนั้น เนื้อแซลมอนนั้นอร่อยมาก รู้สึกได้ถึงความสด และความมันนิดๆ เนื้อนุ่ม เหมาะเป็นอาหารเริ่มต้น



จากนั้นก็เมนูที่เรียกว่าเป็น Signature ของร้านเลยก็ว่าได้ คือ Engawa Lavadon ข้าวหน้าครีมปลาตาเดียว ราดมายองเนสและโรยเครื่องเทศ วางมะนาวฝานไว้ด้านบน อร่อยสมเป็น Signature เลยครับ (ดูเหมือนหลายคนจะมาเพื่อกินชามนี้นะ) ชามนี้ถ้าใครชอบเอนกาวะและความมันจะต้องประทับใจแน่นอน แต่ถ้าไม่ค่อยชอบมันก็อาจไม่ประทับใจนัก  

ความมันของปลา รสของมายองเสและเครื่องเทศ เข้ากันได้เป็นอย่างดี รวมถึงกลิ่นหอมและรสเปรี้ยวของมะนาวฝานนั้นเยี่ยมครับ ราคา 380 บาท



สั่งเป็นชุดจะมีผลไม้ให้ด้วยครับ


โดยรวมแล้วเป็นร้านที่อร่อย และสะดวกสบายมากสำหรับคนที่ทำงานในออฟฟิศในวันธรรมดาที่เร่งรีบ แต่คิดถึงรสชาติของปลาดิบครับ

การเดินทาง : 
ฺBTS : ลงช่องนนทรี เดินไปที่ตึกเอมไพร์ ด้วยทางเชื่อมและลงไปข้างล่าง 1 ชั้นครับ

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Mercedes Benz Cafe @ Emporium คาเฟ่ของรถเบนซ์ที่เอมโพเลียม


ถ้ากล่าวถึง Mercedes Benz ก็คงไม่มีใครไม่รู้จัก กับยนตรกรรมหรูจากเยอรมันแบรนด์นี้นะครับ เชื่อว่าหลายคนคงใฝ่ฝันอยากจะได้ครอบครองรถเบนซ์ซักคัน และหลายแบรนด์ก็อยากสร้าง Passion ให้กับคนหลงใหลในแบรนด์นั้นมากขึ้น และเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้นโดยการทำของที่ระลึก หรือ flag ship store ต่างๆ การทำ cafe ก็มักเห็นได้ในหลายๆแบรนด์ และตอนนี้ในไทยก็ได้เปิด Mercedes Benz Cafe แล้วนะครับสถานที่ก็เดินทางได้สะดวกไม่ลำบากนั่นก็คือ Emporium นั่นเอง  ร้านตั้งอยู่ชั้น 1 ติดกับ Greyhound ครับ สังเกตง่ายจากป้ายและกำแพงที่สร้างจากการเอาโลโก้เบนซ์สามแฉกมาเรียงต่อกันตามภาพ



ภายใน cafe จะแย่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนจัดแสดงรถ ให้ได้ไปสัมผัสกับรถของจริงกัน รถจอดอยู่บนฐานหมุนได้รอบ 360 องศาครับ


และอีกส่วนคือ Zone อาหาร กำแพงที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์เบนซ์และต้นไม้ ดูร่วมสมัย


มาถึงเรื่องอาหาร อาหารจะเป็นเมนูแบบเยอรมัน ซึ่งแน่นอนก็เบนซ์มาจากเยอรมัน รายการอาหารมีไม่มาก แต่มีตั้งแต่อาหารเบาๆ ไปจนถึงของหวาน การออกแบบเมนูน่าจะทำร่วมกับ Water Library ครับ

ในภาพเป็นซีซาร์สลัด และซุปฟักทองใส่เม็ดฟักทองด้วย รสชาติดีแต่อ่อนไปนิดนึง



ฮอตดอกกับเฟรนซ์ฟราย หรือเรียกว่า Frite ดี อร่อยดีครับ ไม่กรอบมาก แต่รสชาติดีทีเดียว


ท้ายสุดคือแซลมอนซอสผักขม เนื้อนุ่มแต่รสอ่อนไปนิด


นอกจากอาหารคาว ยังมีขนมหวานให้ลองชิมด้วย แต่ยังไม่ได้ลองครับ แต่หน้าตาน่าทาน

โดยสรุป Mercedes Benz cafe ก็ทำออกมาได้ดี ในการดึงให้คนได้เข้ามาดูรถและมีประสบการณ์กับแบรนด์เพิ่มขึ้น ในส่วนของอาหารก็ทำออกมาได้ดี แต่ใน cafe น่าจะมีกิจกรรมมากกว่านี้เพื่อจะได้ดึงดูดคนมากขึ้นครับ


 ราคา : ต่อคนประมาณ 500 ครับ







วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2558

I'm Blind, Concept Restaurant @ The Sense มาลองทานอาหารในที่มืด และเข้าใจความรู้สึกของผู้พิการทางสายตากันนะครับ

จากที่ได้เคยพูดถึงนิทรรศการ Dialogue in the Dark ที่จามจุรี สแควร์กันไปแล้ว ซึ่งเป็นนิทรรศการที่ช่วยให้ผู้เข้าชมเข้าใจความรู้สึกของผู้พิการทางสายตาว่าการใช้ชีวิตในแต่ละวันนั้นยากลำบาก ท้าทาย น่าตื่นเต้น รวมไปถึงน่ากลัวแค่ไหน โดยให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมในการใช้ชีวิตนั้น โดยนิทรรศการนั้นจะมืดสนิท ผู้ชมจะเหมือนผู้พิการทางสายตา และจะต้องคอยคลำทาง ฟังเสียงต่างๆ ผ่านห้องจำลองในแต่ละห้อง ซึ่งจะจำลองสภาพสวน ถนนหนทาง ไปจนถึงการนั่งสามล้อ หากได้ไปเข้าชมก็จะรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้พิการทางสายตากันมากขึ้น มาคราวนี้มาลองสัมผัสถึงการรับประทานอาหารแบบผู้พิการทางสายตากันครับ  ร้านอยู่ The Sense ปิ่นเกล้า ชั้น 2 ด้านหน้าร้านจะเห็นแว่นโตๆเรืองแสงดังภาพ




ด้านหน้าตกแต่งเรียบง่ายด้วยไม้และปูนเปลือยดูร่วมสมัยดีครับ


ใครกลัวหลงก็มองพื้นแล้วเดินตามสัญลักษณ์นี้ครับ


สำหรับรีวิวนี้คงไม่มีภาพมากนัก ก็เพราะเราต้องสวมบทบาทเป็นผู้พิการทางสายตานินา ดังนั้นจะเน้นไปที่การบรรยายอารมณ์ความรู้สึกแล้วกันครับ

สำหรับการมาทานอาหาร จะต้องจองก่อนนะครับ เนื่องจากโต๊ะมีจำกัด สาเหตุที่โต๊ะมีจำกัดเพราะว่าไกด์หรือคนดูแลพวกเราเป็นผู้พิการทางสายตา จึงไม่รับจำนวนมาก เพราะเกรงว่าจะดูแลไม่ทั่วถึงครับ

ผู้รับจองโต๊ะก็เป็นผู้พิการทางสายตาเช่นกัน ชื่อ คุณไอซ์ครับ รอบจองมีวันละ 4 รอบ
12.00 - 13.30 
14.00 - 15.30
17.30 - 19.00
19.30 - 21.00

อาหาร มีให้เลือก 3 ชนิด คือ ไทย ญี่ปุ่น และมังสวิรัติ  ถ้าจองก่อน ราคาอาหารจะลดราคา 50% เหลือท่านละประมาณ 500 บาทครับ

เมื่อจองเวลาเรียบร้อยแล้ว ก็มารอเข้าไปในร้านครับ โดยคุณไอซ์จะเรียกชื่อทีละโต๊ะแล้วค่อยๆพาเข้าไป เพื่อป้องกันการนั่งผิดโต๊ะครับ เราจะต้องเกาะแขนกันไปผ่านไปในความมืด ทำให้ต้องคอยระวังว่าจะเดินชนอะไรมั้ย ก้าวที่ปกติจะก้าวยาวๆนั้นก็หดสั้นลงไปกว่าครึ่งเพราะต้องระมัดระวัง จรมาถึงโต๊ะ บนโต๊ะจะมีอาหารวางไว้ให้พร้อมรับประทาน ซึ่งก็คงต้องใช้ความจำแทนการมองเห็นกันละครับว่าอาหารอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง 

โดยรวมเป็นประสบการณ์ที่สนุกดีครับ แต่ถ้าต้องทานอาหารโดยที่มองไม่เห็นไปตลอดนั้นก็คงไม่สนุกหรือท้าทายเท่าไหร่ การมาร้านนี้จึงเป็นกุศโลบายที่ดีที่จะช่วยให้เข้าใจความลำบากของผู้พิการทางสายตา และยังช่วยบริจาคให้ผู้บริการทางสายตาอีกด้วยนะ

เพิ่มเติม

ที่รีบรีวิวก็เพราะว่าทางร้านจะเปิดถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้เท่านั้นครับ รีบกันหน่อยนะ

PHOENIX LAVA @ The Sense : ซาลาเปาลาวาที่น่ารักมาก

ช่วงนี้ซาลาเปาลาวา ก็เป็นอาหารว่างอีกอย่างที่คนนิยมทานกัน เห็นได้จากร้านค้าหลายแห่งก็รวมเมนูนี้เข้าไปด้วย วันนี้มาพบกับซาลาเปาลาวาที่เป็นทั้งอาหารทางตาและปากกันครับ ร้านนี้ชื่อ PHOENIX  LAVA ขายซาลาเปาลาวา 3 รส คือ Orignal รสดั้งเดิม หรือไส้ครีมปกติ, Matcha ชาเขียว และ Sesame งาดำ แม้จะยังมีรสชาติให้เลือกชิมไม่มากนัก แต่ด้วย theme การตกแต่งร้านที่ดูน่ารักและมี concept แบบญี่ปุ่น ทำให้ร้านดูน่าสนใจทำให้คนที่เดินผ่านหยุดดูด้วยความสงสัยได้


หน้าร้านที่สาขา the Sense ปิ่นเกล้า


เมื่อเดินเข้าไปจะเห็นการตกแต่งร้านน่ารักและมีตัว Mascot เป็นลูกเจี๊ยบ (หรือลูกนกฟินิกซ์?) ตัวสีขาวอ้วนกลมดังภาพ






สิ่งที่น่าสนใจของร้านนี้คือการออกแบบ Packaging ที่ดี และคง Concept ไว้ทุกชิ้น เห็นแล้วไม่กล้าทิ้งเลย


มาดูตัวซาลาเปา หรือ Lavabun ครับ ขนาดซาลาเปายังเป็นหน้านกน้อยเลย น่ารักมาก สำหรับรสชาตินั้น ตัวไส้นั้นก็อร่อยดี แต่แป้งยังแข็งไปนิดนึง ถ้านุ่มกว่านี้จะอร่อยมากครับ



ใครติดใจนกน้อยพวกนี้ ก็มีของที่ระลึกเป็นซาลาเปาสีต่างๆ ให้เลือกซื้อด้วยครับ


โดยสรุปจัดว่าเป้นร้านที่มี concept ที่ดีมาก มีกลิ่นไอความเป็นญี่ปุ่นและเฉพาะตัว ใครชอบอะไรน่ารักๆก็ไปลองกันได้ ร้านมี 2 สาขา ที่ The Sense  ปิ่นเกล้า เลยเซ็นทรัลปิ่นเกล้า มาไม่กี่ก้าวครับ  และอีกสาขาที่ K Village 

ใครอยากทราบเพิ่มเติมลองไปดู website ได้ตามนี้ครับ คลิ๊กที่นี่


วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558

Magnum Pop up Pleasure Store : Siam Paragon ภาคต่อสำหรับคนรักแมคนั่มกับ Pop Up Store แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ

จาก 2 ปีก่อนที่มีแมคนั่ม คาเฟ่ ที่สยามเซ็นเตอร์ (ผ่านมาเร็วจัง) ที่ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีกับผู้ชื่นชอบแมคนั่มชาวไทย หากใครอยากทราบรายละเอียด สามารคลิ๊กลิ้งค์ด้านล่าง เพื่อลองทบทวนดูได้ครับ


มาในปี 2558 นี้ แมคนั่มก็ได้มาเปิด Pop up store ที่สยามพารากอนครับ โดยมีชื่อเก๋ๆว่า "Magnum Pop up Pleasure Store" ครับ โดย Pop up Store นี้จะขนาดไม่ใหญ่ ตั้งอยู่ชั้น 1 ฝั่งน้ำพุครับ ร้านจะเป็นแบบเปิดโล่งไม่มีกำแพงมองเห็นได้ง่าย มีโลโก้ M เด่นๆ ดังภาพ



ในร้านจะมีมุมน่ารักๆให้ได้ถ่ายรูปกันนะครับ มุมแรกเป็นมุมของ Milin แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำ



มี Magnum รุ่น Limited โดย Milin ด้วยครับ มี 3 แบบด้วยกัน สวยดี


นอกจากนั้นเป็นมุมต่างๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเป้นร้านแม็คนั่ม



ตรงกลางเป็น Counter สำหรับ สั่งอาหาร มีโต๊ะเล็กๆให้ทานได้ แต่เมนูจะไม่หลากหลายเท่า Cafe เมื่อ 2 ปีก่อนครับ เพราะร้านไม่ใหญ่



ใครที่ช่วงวันหยุดยาว อากาศร้อนและ อยากเดินห้างคล้ายร้อน และชอบแมคนั่ม ก็ลองมาเยี่ยม Pop up store แห่งนี้ดูนะครับ :)


สถานที่ : Siam Paragon ชั้น 1
สถานีรถไฟฟ้า : สยาม