วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Open House @ Central Embassy : Eat Read Work กิน อ่าน ทำงานไป กับพื้นที่ที่จะเติมเต็มจินตนาการและความคิด

วันนี้พามาชม Open House ครับ จริงๆ Zone นี้เปิดมานานแล้ว แต่เพิ่งจะได้มีโอกาสมารีวิว สำหรับใครที่ยังไม่ได้ไป หรือไปมานานแล้วก็ลองมาอ่านรีวิวอัพเดทนี้กันครับ

Open House ตั้งอยู่ ชัน 6 Central Embassy  ซึ่งถ้าจะให้คำจำความง่ายๆสำหรับที่นี้ ก็คือร้านหนังสือที่มีร้านอาหารรวมอยู่ด้วยนั่นเอง เป็นส่วนที่เปิดโล่ง ติดกับโรงภาพยนตร์ Diplomat ครับ


มองลงไปด้านล่าง ถือว่าขึ้นมาสูงทีเดียว


การตกแต่ง สีขาว ลายกราฟฟิคสีดำ และแนวไม้สีอ่อนครับ จะว่า Minimal ก็ไม่ผิดนัก 


มองจากหน้าต่างลงไปด้านล่าง จะเห็น Zone Siwilai City Club ชายหาดลอยฟ้าครับ


หน้าต่างให้บรรยากาศริมทะเล น่าถ่ายภาพ


ชมวิวโดยรอบเรียบร้อยแล้วก็มายังด้านในกันครับ ใน Open House มีหนังสือมากมาย ให้ได้เลือกซื้อเลือกอ่านกัน ควบคู่ไปกับสินค้าต่างๆ ที่มีการวาง Display สวยงาม





นอกจากหนังสือต่างๆ ที่มีให้เลือกชมและเลือกถ่ายภาพคู่กับการตกแต่งสวยๆแล้ว อีกจุดเด่นนึง คือร้านอาหารนั่นเอง มีร้านอาหารอะไรบ้าง ไปดูกันครับ

Meat Bar ร้านสเต็ก ที่มีเนื้อชนิดต่างๆให้เลือกสรรค์ ใครที่เคยทานร้าน Arno's / You Hunt, We cook น่าจะคุ้นเคย เพราะลูกค้าสามารถเลือกชิ้นเนื้อสัตว์ที่อยากทานเองได้ครับ


Muteki ร้านอาหารญี่ปุ่น แบรนด์ลูกของ Mugendai ที่คนชอบทานอาหารญี่ปุ่นน่าจะคุ้นเคยครับ


Bao Buns ร้านที่นำแป้งซาลาเปา มาใส่ใส้ต่างๆ ทำให้ดูเหมือนเบอร์เกอร์ครับ เมนูนี้มีให้เห็นที่ Ippudo เช่นกัน ใครชอบมาทานได้ครับ



ร้านถัดมาคือ ร้านมังสวิรัติ ที่รสชาติดี ใครว่ากินมังสวิรัติแล้วจะต้องทิ้งความอร่อยไป มาลองทานร้านนี้กันครับ



แพคเกจเครื่องดื่ม สวยงามดี น้ำเปล่าใส่กล่องกระดาษ และก็มีน้ำผลไม้สกัดครับ มีให้เลือกหลายสูตร


สลัดมันฝรั่งกับซอสแบบญี่ปุ่น อร่อยทีเดียว ทานได้สบายๆ ไม่หนักท้องเกินไป


ซุปฟักทองแครอท รสก็ยังเบาๆ ไม่จัดจ้าน แต่อร่อย


สเต็กเห็ดพอตเทอเบโลครับ แม้จะทานมังสวิรัติ แต่เราก็สามารถทานอะไรที่ดูเหมือนสเต็ก โก้ๆ ได้
โดยไม่ต้องกินเนื้อสัตว์ รสชาติอาจไม่เข้มข้นเหมือนสเต็ก แต่ก็มีกลิ่นไอครับ



หันไปดูร้านใกล้ๆกัน มีร้านขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศสด้วย เป็นร้านขนมที่ใส่วัตถุดิบอย่างเต็มที่ Paris Miki ซึ่งมีสาขาในซอยอโศกครับ แต่ดูที่นี่จะม่ีให้เลือกมากกว่า


บางส่วนของขนมครับ




ลองมาทานกันดู ขออภัยไม่ได้จำชื่อเมนู รสชาติขนมของร้านจะเข้มข้น และออกไปทางหวานนะครับ ใครชอบแนวนี้คงจะฟินมากๆ



เอแคลร์คาราเมล ป็อบคอร์น ตัวป็อบคอร์นอาจโดนอากาศนานไปหน่อยเลยไม่ค่อยกรอบ


เค้กอันนี้ ผสมโกโก้  70% รสเข้มข้น สุขุม ใครไม่ชอบหวานมากก็ลองทนอันนี้ครับ ตัวเค้กเนื้อนุ่ม ครีมเบาๆ ทานสบาย



แวะเข้าห้องน้ำมีขวด Phuket ของ PASHA เราด้วย :)



หน้าห้องน้ำมีสินค้าเด็กอ่อน Evoli ครับ


ใกล้กันมีร้านกาแฟ Coffelogy


ใครอยากลองอาหารสเปน ก็มีร้าน Rico ครับ อาหารสเปนหาทานค่อนข้างยากในประเทศไทยเหมือนกันนะครับ อยากรู้ว่าอาหารสเปนเป็นอย่างไรก็ลองมาทานดู


ร้านอาหารอิตาเลียน Peppina ครับ แต่งร้านชิคๆ  



ใครอยากทานไอศกรีม ก็ลองทาน Movenpick ไอศกรีมพรีเมียม จากสวิสเซอร์เแลนด์ครับ



ข้อดีของ Open House คือ เราสามารถนั่งผ่อนคลาย ทนอาหารเบาๆ ควบคู่ไปกับดูหนังสือ หรือ (อ่านหนังสือได้) หรือยิ่งไปกว่านั้น คือการที่เราสามารถทานอาหารจากหลายๆร้านดังในที่เดียวได้ เพราะสามารถสั่งมาทานร่วมกันได้ และอยากนั่งตรงไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องนั่งในโซนร้านเเพียงอย่างเดียว นับเป็นไอเดียที่ดีมาก และน่าจะช่่วยเติมเต็มบ่ายวันอาทิตย์ ให้เป็นวันสบายๆได้เป็นอย่างดีครับ และยังสามารถเป็นที่นัดพบและเป็น Co-working space ที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้เป็นอย่างดี

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561

Kiew Kai Ka เขียวไข่กา ร้านอาหารไทยในเรือนกระจก ซอยลาดพร้าว 71


ถ้าพูดถึง "เขียวไข่กา" หลายๆคนก็คงนึกถึงชื่อถนนในย่านดุสิต แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้งลงไปถึงความหมายของคำ ก็คงคิดต่อไปถึงเรื่องของ "สี" แล้วสีเขียวไข่กา เป็นอย่างไร ? ไข่กามันมีสีเขียวหรือไม่ ? บางคนก็น่าจะมีคำถามในใจนเรื่องเหล่านี้ ผูู้เขียนเองก็สงสัยเช่นกัน ว่าสีเขียวไข่กา เป็นอย่างไร และไข่กามีสีเขียวหรือไม่ ก็เลยลองไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมดู ก็พบว่ามีไข่นก ที่มีสีเขียวจริงๆด้วย !!


ภาพประกอบจาก https://www.facebook.com/pg/FreedomAlbum/photos/?tab=album&album_id=471213419660350 ครับ สามารถเข้าไปชมบทความที่น่าสนใจได้

ดังนั้น ความหมายของ เขียวไข่กา จึงเป็นสีเขียวหม่นๆ อมคราม พบได้บนเครื่องปั้นดินเผา สังคโลก สมัยสุโขทัยครับ อิงตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542

ในรีวิวนี้เราจะมีรีีวิว ร้านอาหาร "เขียวไข่กา" ซึ่งหลังจากได้ยินคำว่าชื่อร้านนี้แล้ว ก็ชวนให้เราขบคิดเรื่องต่างๆ ถึงที่มาที่ไปของคำและชื่อได้เป็นอย่างดี จากชื่อร้านแล้ว ทำให้สามารถเดาแนวทางอาหารได้เลย ว่าต้องเป็นอาหารไทย ซึ่งปัจจุบันเราหาอาหารไทยทานได้ยาก เมื่อเทียบกับอาหารนานาชาติที่มีมากมายในศุนย์การค้าครับ ตัวร้านตั้งอยู่ในซอย นาคนิวาส เ็นร้านที่บรรยากาศสบายๆ มีมุมถ่ายรูปมากมาย โดยมีการตกแต่งที่ผสมผสานยุคใหม่่ ตะวันออกตะวันตกได้เป็นอย่างดี 

ตัวร้านเป็นเหมือนเรือนกระจก สีเขียวหม่นตามชื่อร้าน ดูคลาสิคน่าค้นหา ใกล้เคียงกันมีร้านกาแฟ Artisan เพื่อนั่งจิบกาแฟผ่นคลายในวันเบาๆ หรือเพื่อรอคิวของร้านที่ได้รับความนิยม ซึ่งตอนนี้มาก็มีแขกมาใช้บริการเยอะครับ เลยต้องไปนั่งจิบกาแฟที่ Artisan เช่นกัน   

ชื่อร้านกาแฟ ในความคิดรู้สึกว่ามันช่างสอดคล้องกับร้านเขียวไข่กา เหลือเกิน เพราะมันสื่อถึงความเป็นช่างศิลป์ ความละเมียดละไม ในขณะที่ เขียวไข่กา ก็เหมือนงานศิลป์อันทรงคุณค่าและมีประวัติอันยาวนาน 

ส่วนตรงกลางเป็นสวนย่อมๆ







ฝั่งร้าน Artisan ก็เป็นเรือนกระจก



แม้แต่ศาลพระภูมิ ก็ยังคง Concept เรือนกระจกเช่นกัน



เมื่อเข้าไปในร้านกาแฟ ก็พบการตกแต่งน่ารักๆ กลิ่นไอยุโรป 






ตัวร้านเป็นเรือนกระจกเช่นกัน มองออกไปเห็นร้านเขียวไข่กาได้








สั่งเครื่องดื่มมาดื่มรอ เรียกคิว


มีหนังสือให้อ่าน หรือนำมาเป็นพรอบถ่ายรูปก็ได้


ร้านนี้มี 2 ชั้นครับ ขึ้นไปนั่งข้างบนได้ด้วย



ตรงเพดาน ก็มีของตกแต่งที่น่าสนใจและน่าถ่ายรูป คือ ตู้หนังสือที่ลอยอยู่ในอากาศและปล่อยหนังสือให้ร่วงลงมา เป็นไอเดียการตกแต่งที่ดีมากๆ






นอกร้านก็มีสวนเล็กๆและมุมให้ถ่ายภาพฆ่าเวลามากมาย







มุมน้ำพุและเก้าอี้ เหมือนอยู่เมืองนอกเลย



ด้านในสุดเป็นห้องน้ำ โทนสีขาว และต้นไม้เขียวสบายตา





ได้คิวแล้วก็ไปที่โต๊ะ ของเขียวไข่กากัน ภายในร้านก็ตกแต่งด้วยโทนสีเขียวหม่นอมครามเหมือนชื่อร้าน มีต้นไม้ตกแต่งสบายตา








มีผูงปลาตะเพียนด้วย สื่อถึงความเป็นไทยมากๆ







ในที่สุดก็มาถึงโต๊ะ และเริ่มต้นมื้ออาหารไทยกันครับ


มีปุ่มกดเรียกพนักงานด้วย


เมนูที่น่าสนใจ







สำหรับคราวนี้มีเมนูที่ได้ลองทานและมาแชร์ดังนี้ครับ

1. แตงโมกับปลาแห้ง เมนูโบราณที่รุ่นผู้ใหญ่หน่อยน่าจะรู้จักเป็นอย่างดี เมนูที่เมื่อหลายคนได้ยินอาจจะรู้สึกว่ากินแล้วมันจะเข้ากันเหรอ แต่เมื่อได้ลองก็จะพบว่ามันเข้ากันได้อย่างดี เป็นเมนูที่เรียบง่าย แต่เป็นของว่างที่ดี




ม้าฮ่อ อีกเมนูของว่างที่หาทานได้ยาก ไส้หมูที่คล้ายๆกับไส้ในสาคูไส้หมู วางบนผลไม้เปรี้ยวๆ เช่น สับปะรด ทำให้ได้รสกลมกล่อม ทานแล้วเพลินดี ความหวานของไส้หมูตัดกับรสเปรี้ยวนิดๆของสับปะรดได้เป็นอย่างดี





ข้าวผัดสับปะรด : เมนูที่หาทานได้ยากพอสมควร ข้าวผัดที่มีรสเปรี้ยวอมหวานของสับปะรด ช่วยให้เจริญอาหารได้เป็นอย่างดี



แกงส้มชะอมกุ้ง : คงไม่ต้องอธิบายมากถึงรสชาติ แค่เห็นสีในภาพ น้ำลายก็สอแล้ว เพราะรับรู้ได้ถึงรสเปรี้ยวของแก้งส้ม ควบคู่ไปปกับการเคี้ยวชะอมไข่เพลินๆ




น้ำพริกลงเรือ : อาหารประจำชาติที่ดีต่อสุขภาพของพวกเรา



ไข่เจียวปู : ไข่เจียวชิ้นใหญ่ อุุดมไปด้วยเนื้อูจำนวนมาก เหมาะที่จะทานกันหลายๆคน ไม่งั้นอาจทานไม่หมด




ตบท้ายด้วย ไข่พะโล้ สูตรโบราณ ไข่ที่นุ่มกำลังดี และน้ำพะโล้ที่มีความหวานกลมกกล่อม (หากใครชอบหวานหน่อย น่าจะชอบสูตรี้มากๆ) เหมาะทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ



สำหรับเมนูอาหารที่นำมาแชร์ก็มีระมาณนี้ครับ โดยรวมแล้วเขียวไข่กา เป็นร้านอาหารไทย ทียังคงรสชาติต้นตำรับไว้ได้ และที่นี่เราก็ยังมีโอกาสทานเมนูที่หาทานได้ยากในปัจจุบัันอีกด้วย

ใครผ่านไปแแถว นาคนิวาส หรือเลียบทางด่วนเอกมัย รามอินทรา ร้านนี้ก็เป็นอีกร้านที่น่าสนใจครับ