วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

Kusatsu Onsen ชลบุรี แช่ออนเซนแบบญี่ปุ่น ผ่อนคลายจากไปกับคุณค่าน้ำแร่ของคูซัทซึ

ปัจจุบันวัฒนธรรมจากแช่ออนเซนของชาวญี่ปุ่น เริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในประเทศไทยครับ ทำให้เรามีโอกาสที่จะได้ไปแช่ออนเซนโดยที่ไม่ต้องบินไปไกลถึงญี่ปุ่น เนื่องจากหลายๆท่านอาจมีภาระรับผิดชอบ หรือเวลาที่จำกัดในการเดินทาง วันนี้เรามีออนเซนอีกที่มาแนะนำกันครับ อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ขับรถสบายๆมาประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงแล้วกับ Kusatsu Onsen

มาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ Kusatsu Onsen กันก่อนนะครับ ชื่อ Kusatsu Onsen นี่มีที่มาจาก 1 ในบ่อน้ำแร่ชื่อดังของญี่ปุ่น ถ้าจะเล่าเรื่องราวของบ่อน้ำแร่แห่งนี้ จุดหนึ่งที่โดดเด่นนอกจากแร่ธาตุที่มากด้วยคุณค่านั้น ก็จะมีพิธีกวนน้ำ Yumomi ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของบ่อ Kusatsu เป็นพิธีการปรับอุณหภูมิของน้ำให้นำมาใช้ได้ เพราะแหล่งต้นกำเนิดน้ำนั้นมีอุณหภูมิสูงมาก และระหว่างที่กวนก็จะร้องเพลงที่เล่าถึงความงามของ Kusatsu ครับ

ด้วยความประทับใจในความงดงามและคุณค่าของบ่อน้ำแร่แห่งนี้ ทางผู้บริหารของ Kusatsu Onsen เลยอยากแชร์ช่วงเวลาที่แสนวิเศษให้กับพวกเราเลยตั้ง Kusatsu Onsen นี้ขึ้นมาครับ





มีเกี๊ยะไม้ด้วย







โต๊ะตรงล็อบบี้ มีลักษณะเหมือนเวทีมวยด้วย เป็นกิมมิคอย่างนึง เพราะว่านอกจากออนเซนแล้ว ที่นี่ยังมีค่ายมวยให้ได้เรียนกันอีกด้วยครับ


บริเวณทางเข้าออนเซน แบ่งเป็นชายและหญิง  โดยชายด้านซ้ายสีฟ้า หญิงด้านขวาสีแดง เดินผ่านโรเตง (ม่าน) เข้าไปกันได้เลยครับ


ก่อนเข้าจะเห็นตุ๊กตาดารุมะสีแดงตัวใหญ่อยู่ด้านหน้า



โลโก้ออนเซน



เข้ามารีวิวในบ่อชายนะครับ โดยรีวิวนี้ขออนุญาตเข้าไปถ่ายภาพจากทางออนเซนแล้วครับ

เข้ามาด้านในจะเป็นส่วนห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือ Locker Room ที่นี่ใช้สายรัดข้อมือในการเปิดได้ครับ ทันสมัยดี


ผ่านเข้าไปอีกหน่อยเป็นห้องแต่งตัวผนังไม้ไผ่ ให้ความรู้สึกแบบญี่ปุ่น



จากนั้นเข้าไปด้านในออนเซน โดยสิ่งแรกที่เราต้องปฎิบัติก่อนลงแช่ในออนเซน ก็คือการทำความสะอาดร่างกายก่อนนะครับ จะมีพื้นที่ชำระร่างกายก่อน สามารถอาบน้ำ ฟอกสบู่ ขัดตัวบริเวณนี้


มีบริเวณที่นั่งอาบด้วยครับ ขออภัยลืมถ่ายแต่เดี๋ยวมีให้ชมในบริเวณห้องผู้หญิงครับ
มีห้องอบซาวน่าด้วย



ผ่านการชำระร่างกายแล้ว ก็มายังส่วนออนเซน จะเห็นโลโก้ของออนเซนขนาดใหญ่สีทองบนพื้นดำ ตรงกำแพงใหญ่


มีบ่อ 3 บ่อด้านในให้เลือกแช่ ตามอุณหภูมิที่เขียนบนป้ายครับ









แช่ไปชมวิวด้านนอก ต้นไม้เขียวๆ ก็เพลินตาครับ หรือนั่งพักบนเก้าอี้นอนก็ได้



หากใครอยากจะอยู่เงียบๆ ก็ออกมาด้านนอกแช่อ่างเดียว หรืออ่าง outdoor ก็มีเช่นกันครับ






หรือมานอนอาบแดดบริเวณสวนแบบญี่ปุ่นก็ได้



จากห้องผู้ชาย เราย้ายมาชมห้องผู้หญิงกันครับ



บริเวณเก้าอี้ไว้ชำระร่างกาย เป็นม้านั่งตัวเล็กๆ มีสบู่แชมพูให้ใช้กัน




มี 3 บ่อเหมือนห้องน้ำชายครับ



ส่วนที่แตกต่างกัน คือตรง Outdoor ฝ่ายชายจะดูขรึมๆ แต่ฝ่ายหญิงจะมีดอกไม้สดใสมาตกแต่งครับ



ปิดท้ายด้วยห้อง VIP ด้านบนสำหรับผู้ต้องการความเป้นส่วนตัว รองรับได้ประมาณ 6 ท่านครับ มีห้องประชุมด้วยเท่ดีเหมือนในหนัง





รายละเอียด ค่าบริการ ผู้ใหญ่ 490 บาท
                      ห้อง VIP ประมาณ 3,000 บาทครับ

การเดินทาง  เดินทางด้วยรถยนต์มาทางชลบุรี ที่ถนนข้าวหลามครับ

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561

พาชม Jakarta Cathedral และ Istiqlal Mosque 2 ศาสนสถานคู่เมืองจาการ์ตา อินโดนีเซีย

สำหรับจาการ์ตาเอง อาจจะไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากนัก เมื่อเทียบกับกับเมืองอื่นๆของอินโดนีเซีย แต่ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่พอสมควร ในรีวิวนี้ขอแนะนำ  2 ศาสนสถานในจาการ์ตาที่มีความน่าสนใจและอยู่ใกล้กันมากครับ

เริ่มจากวิหารแห่งจาการ์ตา (Jakarta Cathedral) โดยทั่วไปแล้ววิหารต่างๆของศาสนาคริสต์จะมีชื่อเต็มที่คนมักไม่รู้ชื่อ เช่น มหาวิหารดูโอโม ในฟลอเรนซ์ คนก็จะจดจำแค่ชื่อ ดูโอโมแห่ง ฟลอเรนซ์ แต่มีไม่กี่คนที่จะทราบว่าชื่อเต็มของดูโอโมแอแห่งฟลอเรนซ์คือ Santa Maria del Fiore หรือ วิหารซานตามาเรียแห่งบุปผา วิหารแห่งจาการ์ตาก็เช่นกัน ชื่อเต็มของวิหารแห่งนี้ คือ Church of Our Lady of Assumption หรือ โบสถ์พระแม่แห่งอัสสัมชัญ 

วิหารแห่งนี้ออกแบบโดยสาธุคุณชาวดัชต์ มีลักษณะยอดแหลมแบบโบสต์โกธิคทั่วไป อย่างไรก็ดีวิหารแห่งนี้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น คือ ยอดวิหารทั้งสองนั้นทำจากเหล็กสีขาวแบบโปร่งครับ




ด้านหลังดูคล้ายมหาวิหารนอร์ทเธอดาม ในปารีสเลย




สามารถเข้าภายในวิหารได้ครับ แต่ตอนไปมีงานแต่งงานพอดี เลยชมได้จากไกลๆ




สำหรับบรรยากาศโดยรอบ สามารถรับชมได้ผ่านลิงค์ YouTube ด้านล่างครับ


เสร็จจากมหาวิหารแห่งจาการ์ตา มองไปฝั่งตรงข้ามจะพบกับมัสยิดประจำเมือง Istiqlal Mosque ทำให้เห็นว่าทั้งสองศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดีครับ สามารเดิมข้ามถนนได้เลย 

วิหารแห่งนี้มีเสามินาเรทสูงตระหง่าน 1 ต้น และมีโดมที่เส้นผ่านศูนย์กลางกว้างถึง 45 เมตรครับ ผู้ออกแบบโดมนี้เป็นสถาปนิกชาวคริสต์ และคำว่า Istiqlal แปลว่า เสรีภาพ ซึ่งมัสยิดแห่งนี้ก็เป็นเหมือนตัวแทนให้ระลึกถึงการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของประเทศอีกด้วยครับ



เข้ามาด้านใน ชาวต่างชาติจะต้องไปกับไกด์ที่ทางมัสยิดเตรียมไว้ให้ครับ และอาจต้องใส่ชุดคลุมด้วย

ด้านในมัสยิด ส่วนใต้โดม หากไม่ใช่ชาวมุสลิมจะไม่สามารถเข้าได้ จะชมได้จากชั้นบนเท่านั้น เมื่อเดินขึ้นไปแล้ว จะเห็นบริเวณโถงและโดมแนวเหล็กๆ สีทองแดง ดูร่วมสมัยแปลกตา และใหญ่โตมากครับ

ไกด์เล่าว่าโดมนี้เป็นเทคโนโลยีการสร้างจากประเทศญี่ปุ่น



ชมด้านในเสร็จก็ไปดูด้านนอกได้ครับ จะเห็นว่ามัสยิดแห่งนี้ ก่อสร้างลักษณะแบบเรขาคณิตได้เป๊ะมากๆ มุมต่างๆดูคมกริบ การปูกระเบื้องก็เช่นกัน


จากพื้นกระเบื้องสีอิฐ ทอดยาวไปสู่มินาเรทครับ สำหรับมัสยิดโดยทั่วๆไปแล้ว ยิ่งมัสยิดใหญ่โต มีความสำคัญ หรือสร้างโดยบุคคลสำคัญ มัสยิดเหล่านั้นจะต้องมีมินาเรท หรือเสาที่ใช้เรียกคนมาทำละหมาด มากขึ้นตามไปด้วย แต่สำหรับที่นี่จะมีเพียงเสาเดียว ด้วยแนวคิดที่เฉียบคม คือเรานับถือพระเจ้าองค์เดียวครับ



ยังมองเห็นอนุสารีย์โมนาสด้วย



มุมของสถาปัตยกรรมแห่งดี ดูเฉียบคมมาก







ระหว่างขึ้นบันไดก็สามารถมองเห็นรวิหารแห่งจาการ์ตา


โมนาสก็เช่นกัน




บรรยากาศเพิ่มเติม แบบภาพเคลื่อนไหวครับ



รีวิว 2 ศาสนสถานที่สำคัญของชาวจาร์ตา ก็มีเพียงเท่านี้ครับ แล้วจะนำสถานที่สนใจอื่นๆมาแชร์อีกนะครับ



วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561

อนุสาวรีย์ช้างสำริด สัญลักษณ์แห่งมิตรภาพของชาวสยาม ที่รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชทานแก่ประเทศต่างๆ

จากการที่ทีมของเราได้มีโอกาสไปเยี่ยมลูกค้าที่ประเทศอินโดนีเซีย เมืองจาการ์ตา ทำให้ทีมของเราได้มีโอกาสไปสำรวจสิ่งล้ำค่าสิ่งหนึ่งของชาวไทย นั่นคือรูปปั้นช้างสำริด ซึ่งล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานให้กับประเทศต่างๆที่พระองค์ได้เสด็จประพาสในแถบมลายู รูปปั้นช้างสำริดที่ทรงคุณค่าเป็นเครื่องหมายของมิตรภาพระหว่างสยามและประเทศนั้นๆ มีอยู่ในที่ใดบ้าง เราได้รวบรวมข้อมูลมาให้ได้ทราบกันครับ

1. ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ตึกดังกล่าวจึงถูกเรียกว่า ตึกช้างไปโดยปริยาย สำหรับพิพิธภัณฑ์สถานแห่งนี้ตั้งอยู่ในส่วนเมืองเก่า คล้ายๆฝั่งพระนครบ้านเราเลยครับ และอยู่ตรงข้ามกับอนุสาวรีย์ Monas ที่เป็นเสาและมีเปลวไฟสีทองอยู่ด้านบน








ลองถ่ายวีดีโอมาให้ชมกันครับ อาจจะกระตุกหน่อย เพราะเพิ่งเริ่มใช้งานครับ


โดยรูปปั้นช้างสำริดนี้ จะมีอีก 2 ตัวครับ อยู่ในแถบประเทศเพื่อนบ้านของเรานั่นเอง

2. ด้านหน้า The Art House ซึ่งเดิมเป็นรัฐสภาเก่าของสิงคโปร์


3. สวนสัตว์ไซง่อน ประเทศเวียดนาม
เนื่องจากยังไม่เคยไปขออนุญาตใช้ภาพถ่ายจากอินเตอร์เนตนะครับ 



ก็ครบแล้วนะครับสำหรับรูปปั้นช้าง ที่เป็นเหมือนทูตเจริญสัมพันธไมตรีให้กับประเทศของเราในประเทศต่างๆ แต่อย่างไรก็ดีหากลองคิดดีๆแล้ว เรายังมีช้างสำริดที่เป็นพี่น้องของช้างเหล่านี้ด้วยครับ แล้วช้างเหล่านั้นอยู่ที่ไหน.....  ยังมีอีก อยู่ด้านหน้า พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวังครับ


รายละเอียดเกี่ยวกับช้างสำริดจากสยาม ก็มีประมาณนี้ครับ จะเห็นได้ว่าระหว่างการเดินทาง หากเราได้ศึกษาประวัติศาสตร์เพิ่มเติม ก็จะทำให้รู้สึกสนุกไปกับการเดินทาง เพื่อร้อยเรียงเรื่องราวต่างๆในประวัติศาสตร์เข้าด้วยกัน การได้เห็นช้างสำริดในครั้งนี้ สร้างความรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นไทยเป็นอย่างมาก และได้เห็นพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ ๕ ในด้านการทูตอีกด้วยครับ