วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

มาลองสุกี้ บุฟเฟ่ต์ในลอนดอนกัน : Let's Try Thai Style Suki in London

ใครมาอังกฤษแล้วคิดถึงสุกี้ร้อนๆ แก้หนาว (แต่ตอนนี้อากาศร้อนมาก) วันนี้มีร้านมาแนะนำกันนะครับ
ร้านสุกี้นี้เป็นร้านของไทย  ชื่อ Taste Of Siam ครับ อยู่ที่ Mornington Crescent มาด้วย Tube สายสีดำ Northern via Charing Cross ครับ พอออกมาจากสถานีก็ลองมองมาทางขวา จะเห็นรูปปั้นอยู่ ให้รูปปั้นอยู่ขวามือ และเดินตรงไปเลยไปครับ  จะเห็นร้านอยู่ตรงซ้ายมือเลย  ร้านมี 3 คูหา ซึ่งขายอาหารไทยหลายแบบ  ให้เข้าร้านแรกสุดครับ  จะมีสุกี้ Hot Pot บริการ 

Pic by PASHA

สุกี้จะเป็น Buffet ครับ ราคา 14.50 ปอนด์ต่อท่าน  ยังไม่รวมค่าบริการ  โดยรวมแล้วจะตกประมาณคนละ 16 ปอนด์ ถือว่าไม่แพงสำหรับที่นี่ สามารถสั่ง หมู ไก่ เนื้อ วุ้นเส้น ปลาหมึก และยังมีกุ้งที่แกะเปลือกให้แล้วอีกด้วย  ผักก็สดมากครับ มีบอกชอย ผักกาด และคะน้า



โดยรวมแล้วเป็น Buffet ที่คุ้มค่ามาก วัตถุดิบโดยเฉพาะผักนั้นสดอร่อยครับ บริการโดยคนไทย  หากมีโอกาสก็มาลองดูนะครับ :)


มารู้จักลาเวนเดอร์กันเถอะ

บลอคนี้ขอแชร์เรื่องลาเวนเดอร์ที่น่าสนใจครับโดยขอคัดลอกบทความน่าสนใจของลาเวนเดอร์จาก

คอลัมน์ ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น
nachart@yahoo.com  นะครับ

                                  





คำว่า "ลาเวนเดอร์" มาจากภาษาละติน "lavare" หมายถึง "ชำระล้าง" เพราะในสมัยก่อน ชาวเปอร์เซีย กรีก และโรมันนำกิ่งดอกลาเวนเดอร์มาเผาเพื่อป้องกันการติดต่อของโรคระบาด ส่วนที่ฝรั่งเศส หญิงรับจ้างซักผ้านำดอกลาเวนเดอร์มาแช่ในอ่างอาบน้ำ ในตะกร้าซักผ้าและในตู้ต่างๆ เพื่อให้ผ้าลินินมีกลิ่นหอมและป้องกันแมลง

ลาเวนเดอร์มีหลายสายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่นิยมมาก ได้แก่ โอลด์ อิงลิช ลาเวนเดอร์ ซึ่งนำกลิ่นมาทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอโรมา ปลูกกันมากในอังกฤษ ตอนใต้ของฝรั่งเศส ส่วนพันธุŒ สไปก์ ลาเวนเดอร์ นิยมปลูกในแถบเมดิเตอร์เรเนียน และใช้เป็นกลิ่นสำหรับสุภาพบุรุษ พันธุ์ เฟรนช์ ลาเวนเดอร์ ปลูกมากในฝรั่งเศส โปรตุเกส สเปน นำไปทำน้ำหอม สบู่และใช้ในการแพทย์ อีกพันธุ์หนึ่ง คือ บัสทาร์ด ลาเวนเดอร์ ปลูกในแคว้นโพรวองซ์ของฝรั่งเศส ซึ่งสกัดมาผลิตเป็นกลิ่นสบู่และน้ำหอม

ดอกลาเวนเดอร์คุณภาพสูงจะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงกลางเดือน ก.ค.ถึงปลายเดือนส.ค. เพราะเป็นช่วงที่ดอกลาเวนเดอร์ผลิตน้ำมันหอมระเหยหรือเอสเซนเชี่ยลออยล์ได้มากที่สุด ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวดอกลาเวนเดอร์ในแต่ละที่แตกต่างกันออกไปตามระดับความสูง และความชื้นของสภาพอากาศ โดยระดับความสูงจะเป็นปัจจัยหลักในกระบวนการผลิตน้ำมันหอมระเหย ยิ่งสูงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเพิ่มปริมาณน้ำมันหอมระเหยได้มากเท่านั้น

ดอกลาเวนเดอร์จะบานสะพรั่งในช่วงฤดูร้อนของยุโรป หากจะไปเที่ยวชมดมดอกลาเวนเดอร์ที่ตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยเฉพาะที่แคว้นโพรวองซ์ ควรไปตั้งแต่เดือนก.ค.ถึงกลางต.ค และมีเทศกาลลาเวนเดอร์ด้วย เทศกาลลาเวนเดอร์ใหญ่ๆ จะจัดในเดือนส.ค. ในหลายๆ แห่งของฝรั่งเศส

ที่ญี่ปุ่น มีทุ่งลาเวนเดอร์ที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน ที่เกาะฮอกไกโด ช่วงนี้เข้าหน้าร้อนแล้ว ดอกลาเวนเดอร์จะส่งกลิ่นหอมไปทั่วในช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค. แหล่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไปชมดอกลาเวนเดอร์ที่ฮอกไกโดอยู่ในละแวกเมืองอาซาฮิกาว่าเป็นส่วนใหญ่ เช่น ที่ฟุราโน่ และบิเอะ

ประโยชน์ของลาเวนเดอร์มีมากมาย น้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ช่วยผ่อนคลายและระงับประสาท ระงับความตึงเครียดและทำให้หลับสบาย อีกทั้งมีสรรพคุณการฆ่าเชื้อ รักษาบาดแผลผิวหนังที่ระคายเคือง พุพอง เพราะมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดอาการเจ็บคอและหลอดลมได้เมื่อสูดดม

นอกจากนี้ ยังนิยมหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์เพื่ออาบน้ำสัก 2-3 หยดโดยต้องผสมกับนม เพราะลาเวนเดอร์ออยล์ไม่ละลายในน้ำซึ่งจะช่วยผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

==========================================================

จากข้อมูลข้างต้น ที่น้าชาติเขียนไว้อย่างน่าสนใจก็คงทำให้รู้จักลาเวนเดอร์กันมากยิ่งขึ้นะครับ :)  



จากสรรพคุณที่ช่วยให้ผ่อนคลาย ทำให้นิยมผลิตย้ำมันหอมจากลาเวนเดอร์มาใช้กัน  ซึ่ง PASHA เองก็มีนะครับ สามารถซื้อได้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป ที่แผนกห้องน้ำและผ้าขนหนูครับ :)

Summer in the UK 2013 : Let's go to Lavender Farm ไปเที่ยวทุ่งลาเวนเดอร์กันเถอะ



ทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วง ตัดกับท้องฟ้าและใบสีเขียว คงเป็นภาพที่หลายๆคนฝันถึง และอยากไปพักผ่อนในช่วงหน้าร้อนกันนะครับ วันนี้เรามาแนะนำทุ่งลาเวนเดอร์กัน สำหรับทุ่งลาเวนเดอร์ที่จะแนะนำในครั้งนี้ อยู่ที่อังกฤษครับ หลายคนคงแปลกใจว่าทำไมถึงเป็นอังกฤษ ?  จริงๆแล้วลาเวนเดอร์ที่มีอยู่ในโลกนี้มีหลายสายพันธุ์ด้วยกัน ซึ่งพันธุ์ของอังกฤษก็ได้รับความนิยมไม่แพ้ของฝรั่งเศสครับ  

สำหรับช่วงหน้าร้อนขณะนี้ ลาเวนเดอร์กำลังออกดอกสีม่วงสวยเต็มท้องทุ่งเลยครับ หากจะมาเที่ยวทุ่งลาเวนเดอร์ ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงประมาณกันยายน จึงเป็นช่วงที่ดีมากครับ ไม่ใช่แค่เฉพาะที่อังกฤษนะ

สำหรับทุ่งลาเวนเดอร์ที่จะแนะนำในครั้งนี้ อยู่ไม่ไกลจากลอนดอนครับ อยู่ในพื้นที่ของ Banstead, Surrey ชื่อว่า Mayfield Lavender Farm

วิธีการไปไม่ยากครับ

by PASHA

ไปที่สถานีรถไฟ Victoria หรือ London Bridge ก็ได้ครับ  ครั้งนี้ไป Victoria ครับ สำหรับการมานั้นให้นั่ง Tube หรือ Underground สาย Victoria สีฟ้า หรือ District & City Line เขียวเหลือง ครับ ภายในสถานีรถไฟจะมีหน้าตาดังภาพ เป็นโครงเหล็กและหลังคาแก้วให้แสงผ่าน คลาสิคดีครับ


ใช้รถไฟของ Southern ครับ ถ้าเราไปช่วงเช้าๆ วันธรรมดา จะไม่มีคนเลย เหมือนเราเหมาขบวนรถไฟไปเที่ยวเองเลยครับ  สถานีที่ต้องลงคือ West Croydon ใช้เวลาประมาณ 20 - 40 นาทีแล้วแต่สถานีและเวลาครับ  สำหรับค่าเดินทางสามารถใช้บัตร Oyster ได้   ค่าใช้จ่ายประมาณ 6 ปอนด์ต่อเที่ยว  สำหรับตั๋ว จึงแนะนำให้ใช้ Oyster ดีกว่าครับ

เมื่อไปถึง West Croydon พอออกจากสถานีมาจะเจอ Bus Station ให้นั่งรถสาย 166 ครับ  ใช้เวลาประมาณเกือบ 30 นาที  ป้ายที่ต้องลงคือ Oak Park พอลงปุ๊บ จะเจอฟาร์มเลยครับ เดินเข้าไปจะได้กลิ่นลาเวนเดอร์อบอวลไปหมด  พร้อมทั้งสีม่วงรอบๆตัวครับ  เป็นบรรยากาศที่ผ่อนคลายมาก











ภายในฟาร์มไม่เสียค่าเข้าชมนะครับ แต่ใครจะถ่ายภาพโอกาสพิเศษต่างๆ ต้องแจ้งทางฟาร์มเค้าด้วยครับ  มีที่นั่งใต้ต้นไม้ให้นั่งพักผ่อน บรรยากาศดีมากๆสามารถอยู่ได้เป็นวันๆไม่เบื่อเลยทีเดียว ส่วนตรงทางเข้าจะมีของฝากและอาหารของทานเล่นที่มีส่วนผสมของลาเวนเดอร์ให้ลองทานด้วย  แนะนำให้ลองท่านน้ำ Elder Flower + Lavender หรือไม่ก็น้ำมะนาวผสมลาเวนเดอร์ครับ

ใครมีโอกาสมาอังกฤษ แล้วมีเวลาไม่าก แต่อยากเที่ยวทุ่งลาเวนเดอร์ก็ลองไปกันดูนะครับ ได้ความทรงจำดีๆกลับไปแน่นอนครับ :D


วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ร้านอาหารอิตาเลียน Sole Mio โซเล่ มิโย = ดวงตะวันของฉัน

ยังไม่ค่อยมีรีวิวอาหารอิตาเลียนเท่าไร คราวนี้มาลองร้าน Sole Mio ครับ แปลว่า พระอาทิตย์ของฉัน  ชื่อเหมือนเพลงคลาสิคอิตาเลียนเพลงนึง O Sole Mio ครับ  ร้านตั้งอยู่ในซอบทองหล่อ 21 เข้าไปในซอยไม่ลึกนัก หน้าปากซอย จะมีชื่อร้านเขียนไว้เป็นป้ายไม้ สีออกน้ำตาล


หน้าร้านครับ  มีที่จอดประมาณเกือบ 10 คัน มีที่นั่งแบบอินดอร์และเอาท์ดอร์



ภายในมี 2 ชั้น ตกแต่งด้วยสีแนวเหลือง earth tone ให้ความรู้สึกแบบอิตาลี แนวทัสคานี


ป้ายหน้าห้องน้ำน่ารักดี


ขนมปังขอบกรอบ นุ่มใน มีให้ทานกับซอส Pesto และมะเขือเทศ


เครื่องปรุง น้ำมันมะกอก น้ำส้มบอลซัมมิก เกลือ และพริกไทย


ซีซาร์สลัด เป็นชามใหญ่เลย มีคีมคีบแบ่งกันได้ รสชาติโอเคนะ


ซูปลอบสเตอร์ ไม่ใช่ Bisque นะ  เป็นซุปกึ่งข้นกึ่งใส ใสแครอท และผักต่างๆ มีเนื้อกุ้งและมันกุ้ง ต่างจาก lobster bisque ที่อาจจะเคยลองทานกัน รสชาติอาจไม่เข้มข้นเท่าเพราะถูกเบรคลงด้วยผัก แต่ก็แปลกใหม่ดี รสชาติใช้ได้ เป็นเมนูพิเศษ 290 บาท


มาอาหารหลักกันบ้าง พิซซ่า Cupido ภาพอาจจะไม่ชัดมาก จะเป็นพิซซ่าแป้งบางกรอบแบบอิตาเลียน หน้าซีฟูดส์ มีความพิเศษคือ ตรงกลางเอา bread stick มาทำให้เหมือนคันศรของคิวปิด หรือกามเทพ ซึ่งคันธนูนี้ห่อด้วยพาร์ม่าแฮม รสชาติเข้ากันดี และเป็นเมนูที่เป็นอาหารตาได้ด้วย


ท้ายสุดเป็น compliment จากทางร้านไอศกรีมวนิลาครับ

สรุป:  เป็นร้านอิตาเลียนที่ตกแต่งได้บรรยากาศแบบทัสคานีดี 
ที่ตั้ง: ทองหล่อ 21
ราคา:  ปานกลาง แต่ปริมาณค่อนข้างเยอะ

วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Mini Bar Deli อีกระดับของการเข้าถึงง่ายกว่า Mini Bar Royale @ Emporium

Mini Bar Royale เป็นร้านหนึ่งที่ดังพอสมควรในเรื่องอาหารตะวันตก แต่ถ้าจะทานทุกวันคงไม่ดีต่อสุขภาพทางการเงินแน่ ดังนั้นจึงมีแบรนด์น้องที่แตกออกมาที่ทำให้สามารถทานได้บ่อยขึ้น แต่ก็ยังคงความเป็น Mini Bar Royale เหมือนเดิม นั่นคือ Mini Bar Deli







เป็นอีกร้านที่น่าสนใจ และมีเมนูอาหารฝรั่งให้ได้ลองทานกันมากมายจ้า

สถานที่ : Emporium ชั้น 5 ใกล้ๆ Food Gourmet

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ไปลองทานอาหารฝรั่งเศส จากเชฟ Thierry Marx ที่ได้รับการรับรอง จาก Michelin (มิชลิน) ระดับ 2 ดาว ที่ Lord Jim's @ Mandarin Oriental, Bangkok ครับ

หลายท่านอาจจะสงสัยกันนะครับ ว่ามิชลินคืออะไร และทำไมต้องสองดาว ขออนุญาตอธิบายคร่าวๆครับ
คงจะทราบกันดีว่ามิชลินเป็นบริษัทยางรถยนต์ ที่ดังอันดับต้นๆเลย และมันเกี่ยวอะไรกับอาหารล่ะ ? การที่มิชลินให้รางวัลร้านอาหารต่างๆ ก็เพื่อเป็นการส่งเสริมการตลาดไปในตัว เพื่อให้คนที่อยากลองกิน ขับรถไปตระเวนหาร้านที่ได้รางวัลเหล่านั้นดู ถือว่าเป็นกลยุทธที่แยบคายเลยทีเดียว

ซึ่งมิชลินจะให้คะแนนร้านต่างเป็นดาว  โดยมี 3 ระดับ หรือ 3 ดาวนั่นเอง โดย
- ระดับ 1 ดาว : เป็นร้านอาหารที่ดี
- ระดับ 2 ดาว : เป็นร้านอาหารที่ดีมาก ควรลอง
- ระดับ 3 ดาว : เป็นร้านอาหารที่ยอดเยี่ยม แม้จะแค่ซื้อตั๋วเครื่องบิน เพื่อไปชิมแล้วกลับก็คุ้มแล้ว

ในไทยยังไม่มีการรับรองนะครับ แต่เหมือนจะเริ่มมีการประสานงานกันแล้ว

สำหรับครั้งนี้มาลองทานอาหารโดยเชฟ Thierry Marx ซึ่งเป็นเชฟ มิชลิน 2 ดาว จาก Sur Mesure ที่ Mandarin Oriental, Paris ครับ ซึ่งเชฟได้มีโอกาสมาที่ Lord Jim's ที่ไทย โดยจะอยู่ระหว่างวันที่ 29 - 4 พฤษภาคมนี้  มาดูรีวิวกัน


เข้ามาในโอเรียนเต็ล โคมไฟแบบนี้หลายคนคงจะคุ้นกันดีครับ


โต๊ะจะตกแต่งแบบเป็นทะเลๆ พริกไทยและเกลือ ใส่บนฝาหอย ได้อารมณ์ดี


เริ่มต้นด้วยขนมปังให้ทานเล่นก่อน  ทานคู่กับเนย และอีกอันหนึ่งน่าสนใจดีครับ เป็นเนยผสมน้ำพริกเผา ทำให้เกิดรสชาติแปลกใหม่ จนลืมทาเนยไปเลย :)


เริ่มต้นซะที เป็น Compliment จากเชฟ บนช้อนจะคล้ายๆลูกชุบ น่าจะใช้เจลาตินให้แข็งตัว (หรือเปล่า ถ้าผิดขออภัย) ข้างในเป็นซุปที่แข็ง ส่วนถ้วยเล็กๆ เป็นซุป potato กับ leak (ขออภัยกับเมนูนี้จริงๆถ้าจำผิด) แต่แปลกดี รสชาติอร่อย ซุปรสชาติกลมกล่อม ปริมาณไม่มาก พอกระตุ้นความอยากอาหารครับ


แอสพารากัส ไข่นกระทาต้ม และคาร์เวียร์ ราดด้วยซอสหัวหอม ดูพื้นๆแต่อร่อยมาก พอมาทานร่วมกันคาร์เวียไม่คาวเลย เข้ากันเป็นอย่างดี


คาร์เนโลนี่ยัดไส้เห็ดบด ดูเผินๆคล้ายกับปอเปี๊ยะสดเนอะ แต่รสชาติดีทีเดียว เห็ดที่ยัดไส้ กินแล้วมีกลิ่นเห็ดกระขายอยู่ในปาก คนชอบเห็ดน่าจะชอบอันนี้

ปลากระพง กับมันบดราดซอส Vierge หรือ Virgin Sauce ซึ่งเป็นซอสฝรั่งเศสทำจากน้ำมันมะกอก มะเขือเทศ มะนาว และเบซิล : ปลาแอบแข็งไปนิด แต่โดยรวมก็โอเคนะ



มาถึงจานหลักแล้วเซอร์ลอยด์แกะ ระดับ Medium  เสิร์ฟกับคูสคูส (Couscous) คล้ายๆถั่วงอก แต่เป็นข้าวสาลี และเซี่ยงจี๊ ? ก็โอเคนะ


ตบท้ายด้วยของหวาน เค้กจาก แพร์บด ราดด้วยมาสคาโปเน่และปิดทับด้วยขนมปังขิง  รสเปรี้ยวของแพร์เด่นดี มีคาราเมล 2 หยดใหญ่ๆให้จิ้ม ไม่เคยกินเหมือนกัน รสชาติเลยไม่คุ้นนัก แต่สร้างสรรค์ดี


จบด้วย Lord' Jim's Petits fours มีมากาฮง 2 ชิ้น ชอคโกแลต ทาร์ทผลไม้ และไอติมที่เหมือนอมยิ้ม เป็นของหวานที่เจ๋งดี

จบแล้วครับกับ Dinner 5 คอร์ส โดยรวมถือว่าโอเคนะ วัตถุดิบางอย่างอาจจะไม่ดีนัก เนื่องจากสภาพอากาศตอนนี้ที่ร้อนสุด หรือปลาที่นี่ไม่เหมือนที่โน่น อาจจะอร่อยไม่เท่่าที่ปารีสจริงๆ แต่รสชาติโดยรวมแล้วก็ถือว่าประทับใจครับ   

ใครอยากลอง ติดต่อสำรองที่นั่งได้ภายใน 2 วันนี้แล้ว  ติดต่อ Lord Jim's : 02-659-9000

ราคา : 4200 บาท ++  ==> 4953 ต่อท่านจ้า

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

หน้าร้อนก็ต้องน้ำแข็งใสนี่ละน้า ที่ Ebisu-An @ Gateway เอกมัย

ช่วงนี้อากาศร้อนทะลุองศาเดือดกันเลยนะครับในบ้านเรา เลยมาหาอะไรทานเล่นเย็นๆเพลินๆ ช่วยบรรเทาความร้อนกัน  ครั้งนี้มาทานน้ำแข็งไสกันเถิด  ที่เอบิสึอัน

ถ้าอยากหาร้านน้ำแข็งไสที่ญี่ปุ่นก็ลองมองหาธงแบบนี้ดูนะครับ  ที่นี่ก็มีเช่นกัน

 

วันนี้ลอง 3 เมนูจ้า  เริ่มจากมะม่วง

 

จะราดน้ำเชื่อมกับเนื้อมะม่วง ไม่หวานมากจนเกินไป มีขนมปังรูปปลาน่ารักๆให้ทานคู่ด้วย สำหรับคนชอบแนวผลไม้ ไม่หวานมากน่าจะชอบ


ถัดมาเป็นสตรอเบอร์รี่เอบิสึมิลค์ เป็นสตรอเบอร์แบบแยมเข้มข้นและนมเอบิสึ ต่างกับนมธรรมดาอย่างไรไม่ทราบเหมือนกัน มีขนมปังให้เช่นกัน อร่อยเลยละ


สำหรับคนชอบรสหวานๆมีกลิ่นนม ต้องอันนี้เลยเอบิสึมิลค์  หวานชื่นใจแบบนมๆมากครับ

ภาพล่างสุดจะเห็นภาพเหมือนคนถือปลา ซึ่งเป็นที่มาของชื่อร้านครับ  เป็นเทพเอบิสึของญี่ปุ่น เกี่ยวกับโชคลาภ  และสำหรับชาวประมก็ช่วยในเรื่องการหาปลานะ  กินน้ำแข็งไสร้านนี้แล้วจะมีความสุข อุดมสมบูรณ์มั้ง ฮ่าๆๆ

สรุป: ชอบนะ ดับร้อนได้เป็นอย่างดี

ร้าน:  เอบิสึอัน : Gateway  เอกมัย
BTS: เอกมัย เข้ามาแล้วลงชั้นล่างครับ
ราคา ประมาณ 85- 110 บาท (ประมาณนี้นะ) อาจจะสูงหน่อย ถ้าจะเทียบกับน้ำแข็งกดก็คงไม่ต่าง อาจจะต่างในเรื่องน้ำเชื่อมครับ  โดยรวมก็พอใจกับรสชาตินะ



รีวิวร้านอื่นๆใน Gateway