วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

Hinaya หลากหลายเมนูไก่ @ Gateway เอกมัย


ยังอยู่ใน Gateway อีกเหมือนกันกับรีวิวนี้ คาดว่าจัดการครบทุกร้าน คงย้ายจุด :D  หนนี้ขอรีวิวร้าน Hinaya ครับ ร้านนี้ดูจะเน้นไปที่เมนูไก่ โดยเฉพาะไก่ย่าง


บรรยากาศเป็นร้านญี่ปุ่นสมัยใหม่คล้ายๆฟูจิ มานั่งที่โต๊ะและเห็นจานกับตะเกียบแล้วให้คะแนนความพยายาม เพราะใส่ใจรายละเอียดเล็กๆน้อย  แค่ตะเกียบก็มีที่ครอบให้ดูน่ารัก


น้ำพีชโซดา สีสวยดื่มแล้วสดชื่นดี ซ่าๆ มีเนื้อพีชที่ก้นนิดหน่อย


ซีซาร์ สลัด ที่แตกต่างไปจากที่อื่นเล็กน้อย เพราะส่วนมาก จะเน้นเบคอน แต่ที่นี่จะเน้นไก่มากกว่า


ไก่ต้มซีอิ๋ว มาตอนแรกนึกว่าชุดรวมผักดอง  มีไก้อยู่ข้างล่าง


ของปิ้งย่างก็มี  อันนี้คือ แอสพารากัส กับ กระเจี๊ยบย่าง


ไก้ซอสโทระคุ (รึเปล่า)  เป็นครีมซอส ไก่นุ่มๆ  จริงๆแบบกรอบน่าจะอร่อยกว่า


ไข่ลูกนรก ไข่ทอดอร่อยดี แต่งมาน่าสนใจ แต่ในเมนูน่ารักกว่า เพราะจะเป็นเหมือนแม่ไก่ (ไข่ขาว) โอบลูกเจี๊ยบสีเหลือง (ไข่แดง) ไว้


ไก่ย่าง เป็นเมนูขึ้นชื่อ แต่ก็ไม่ถึงกับเด็ดมาก แต่อาหารอื่นๆก็ถือว่ารสชาติดี


กุ้งซอสมาโย  อร่อยดี ใครชอบกุ้งครีมสลัด น่าจะชอบอันนี้

สรุป  เป็นร้านที่โอเค รสชาติแปลใหม่กว่าฟูจิ แต่ราคาไม่แพงกว่ากันมาก มีหลายๆเมนูที่แปลกใหม่กว่า
มีนาเบะด้วย ถูกกว่่านากิยะ

ร้าน: ฮินายะ Hinaya : Gateway  เอกมัย
BTS: เอกมัย อยู่ชั้นเดียวกับทางเชื่อมเข้าห้าง

ราคา  หมดนี่ประมาณ 1000 กว่าบาท ถือว่าราคาไม่แรง


รีวิวร้านอื่นๆใน Gateway





วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

Cafe de Norasingha - ร้านกาแฟนรสิงห์ และพระราชวังพญาไท 2 (ตอนจบ)

หลังจากดูส่วนของพระราชวังพญาไทฝั่งซ้าย (ในกรณีหันหน้าเข้าวัง) ไปแล้ว ก็จะเดินข้ามมายังชั้นบนของพระที่นั่งพิมานจักรีครับ


คิ้วหน้าต่างแบบนูนต่ำ แต่ลวดลายชัดเจน วิทยากรบอกว่า ตอนบูรณะวัง ช่างที่มาช่วยบูรณะ ถึงกับเครียดเลย เพราะวิทยาการสมัยใหม่ก็ยังทำไม่ได้อย่างนี้ คนโบราณเก่งจริงๆ


ไม่ใช่แค่เก่ง ยังละเอียดด้วย แม้แต่ที่รัดท่อระบายน้ำ ยังเป็นรูป เฟลอ เดอ ลีล์เลย



ภาพบนเพดาน เป็นภาพปูนเปียก หรือ Fresco ศิลปะแบบนีโอคลาสิค 


ขอบกำแพงปูนที่แกะได้ละเอียดมาก



ในวังแห่งนี้ยังมี บ้านจำลองของดุสิตธานี หรือ เมืองจำลอง ที่แทบจะไม่เหลือแล้วในปัจจุบัน ดุสิตธานีถูกสร้างขึ้นเพื่อทดลองนำระบอบประชาธิปไตยมาใช้ในไทย โดย ร.6 เป็นนักหนังสือพิมพ์ และให้เจ้านายและขุนนางเป็นเจ้าของบ้านจำลองและทำหน้าที่เหมือนประชาชน  ซึ่งมีขนาดถึง 2 ไร่ !!! ถ้ายังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน จะต้องยิ่งใหญ่และอลังการมากๆ

เรือนที่เห็นคือ เรือนมหิธร บ้านจำลองหลังสุดท้ายที่เป็นหลักฐานของดุสิตธานี  เพราะแค่เรือนแห่งนี้หลังเดียวก็ละเอียดมากๆ และหากมีครบทั้ง 2 ไร่ จะยิ่งใหญ่เพียงใด  นอกจากนี้เรือนแห่งนี้ยังเป็นหลักฐานของการรับวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมจากตะวันตกมาประยุกต์ในวิถีไทยด้วยครับ



ถัดมาเป็นห้องเสวยพระกระยาหาร  ไม่มีโต๊ะ เก้าอี้ครับ แม้จะตกแต่งแบบยุโรปก็ตาม สาเหตุนั้นคือ แม้ ร.6 ท่านจะเป็นนักอังกฤษ (โรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิร์ทซ์) แต่ท่านก็ยังโปรดอาหารไทย และวิธีการเสวยแบบไทย นั่นคือการ "เปิบ"  การเปิบนั้นคนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าง่าย แค่กินมือเปล่า แต่แท้จริงแล้วการเปิบนั้นยากกว่านั้น  การเปิบ ที่ถูกต้องนั้นต้องใช้นิ้วเพียงสามนิ้ว คือ โป้ง ชี้ กลาง และเวลาเปิบห้ามเปิบแล้วมือเปื้อนเกิน 2 ข้อนิ้ว หากผิดไปจากเกณฑ์นี้ ถือว่า ไม่ได้รับการอบรม หรือเป็นพวกไพร่ ครับ

ห้องแห่งนี้มีเตาผิงด้วย ตามรูปแบบของอังกฤษ แต่ไม่เคยได้ใช้ เนื่องจากกรุงเทพในสมัยนั้นแม้หน้าหนาวก็ยังไม่หนาวมากนัก ผิดกับวังสนามจันทร์ พระตำหนักทับแก้ว ซึ่งพบหลักฐานว่ามีเตาผิงและเคยจุดใช้ เนื่องจากหน้าหนาวนครปฐมนั้นหนาวมาก

หากสำรวจห้องนี้ดีๆจะเห็นว่ามีพัดลมเพดานด้วย พัดลมนี้เพิ่งติดมาใหม่ ในตอนที่วังแห่งนี้เคยเปลี่ยนเป็นโรงแรม ชื่อ Phayathai Palace Holel สมัยนั้นคาดว่าห้องนี้ใช้เป็นล็อบบี้ บริเวณภาพพระสาทิสลักษณ์ในตอนนั้นเป็นภาพวิวทิวทัศน์

ที่สันนิษฐานว่าพัดลมเพิ่งมาติดใหม่นี้ เพราะว่า ร.6 ไม่โปรดพัดลมอย่างมาก ทรงเรียก พัดลม ว่า "ลมกระป๋อง" วิธีแก้ร้อนของคนสมัยก่อนนั้นจะใช้พัด แต่ห้ามพัดจนผมเสียทรง การพัดที่ถูกต้องนั้น ลมต้องพัดขึ้นจากข้างล่างเยื้องๆใต้คอ 

แถม แล้วทำไมวังนี้ถึงกลายเป็นโรงแรม  เนื่องจากร.6 ทรงคิดสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ขึ้น โดยนำของดีต่างๆทั่วประเทศมาจัดแสดงให้ชาวต่างชาติมาดูคล้ายงาน Expo และทรงเลือกทำเลที่สวนลุม ด้วยเหตุนี้จึงมีอนุสาวรีย์ ร.6 บริเวณหน้าสวนลุม  อย่างไรก็ดีหากจะจัดงานชาวต่างชาติต้องมีที่อยู่ด้วย แต่ในขณะนั้นโรงแรมชั้น 1 ยังมีอยู่น้อย ไม่พอจะรับรองชาวต่างชาติ  แม้มีโอเรียนเต็ลแล้วในสมัยนั้นแต่ก็มีจำนวนห้องไม่มาก  โรงแรมชั้น1 ที่เจ้าของเป็นไทยมีแค่ โรงแรมรถไฟหัวหิน หรือ Sofitel Centara ตอนนี้  วังแห่งนี้จึงเปลี่ยนเป็นโรงแรม  อย่างไรก็ดีงานสยามพิพิธภัณฑ์ก็ไม่ได้ถูกจัดเพราะ ร.6 สวรรคตไปเสียก่อน



เหนือพระบรมสาทิสลักษณ์ มีพระมหาพิชัยมงกุฎ และตรีศูร ตราประจำราชวงศ์จักรีด้วย ถือว่าเป็นตราที่สวยมากเพราะมีรัศมีเปล่งออกมาจากพระมหาพิชัยมงกุฎด้วย หาได้ยากและเป็นของเก่าคู่กับวัง

มีเรื่องเกี่ยวกับพระมหาพิชัยมงกุฎด้วย  พระมหาพิชัยมงกุฎมีน้ำหนักถึง 7.2 กิโลกรัม  ซึ่งรัชกาลที่ 1-3 ไม่ใส่เลยเพราะหนักมาก จนมารัชสมัยของ ร.4   ท่านทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎเพื่อฉายภาพอ และส่งไปให้กษัตริย์ทั่วโลกได้ประจักษ์ในความเกรียงไกรของสยาม นอกจากนี้ ร.4 ทรงโปรดให้ติดเพชรไว้บนพระมหาพิชัยมงกุฎด้วย เป็นเพชรทรงหยดน้ำ ขนาด 40 กะรัต !!



มีบางส่วนยังไม่เปิดให้ชม เพราะยังบูรณะและต้องการเงินทุน



เดินผ่านมายังห้องนอน (ตอนเป็นโรงแรม)


เพดานมีลวดลายสวยงาม ผสมผสานหลายชาติ ทั้งลายไทย พระพุทธบาท ลายฝรั่ง และมังกรของจีน


อ่างอาบน้ำโบราณ ใหญ่ดี  เห็นแล้วได้อารมณ์ Roman Baath หรือพวกบ่อน้ำแร่ในอังกฤษ เช่น Lemington Spa  มีเกรฌดเรื่องการอาบน้ำด้วย ชาวต่างชาติมักว่าว่าไทยเป็นชาติที่อาบน้ำดัง  เหตุผลก็เพราะเราใช้ขันตักอาบ เสียงจึงดังมาก ฝรั่งมาใหม่ๆตกใจ เพราะฝรั่งชอบแช่อาบหรือ bath นั่นเอง


อ่างล้างหน้า


แวะมาห้องทรงงาน ร.6


ในห้องนี้เป็นห้องทรงกลม (เป็นบริเวณฐานของหลังคายอดแหลมนั่นเอง) ขออภัยไม่มีภาพ ในห้องนี้เมื่อหันออกจะมีครุฑที่งดงามอยู่ เป็นครุฑตามลักษณะไทยแท้ แตกต่างจากครุฑที่บึกบึนที่เห็นตามธนาคารหรือไปรษณีย์กลาง เพราะครุฑที่ไปรษณีย์กลางนั้นเป็นครุฑที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ผู้ออกแบบคือ อาจารย์ ศิลป์ พีระศรี นั่นเอง 




ตู้หนังสือมีพระปรมภิไธยของท่าน และที่น่าสนใจคือตู้สามารถปรับความสูงระหว่างชั้นได้โดยใช้ลิ่ม ไม่ต้องใช้ตะปูหรือนอตยึด ดังภาพบน  เป็นภูมิปัญญาที่เฉียบแหลม




สภาพภายในมุมต่างๆ




พระวิรุฬหรือพระพิรุณ ตราสัญลักษณ์ของลูกแม่นนทรีหรือเกษตรศาสตร์ โดยปกติสัตว์พาหนะจะเป็นพญานาค แต่เนื่องจากปัพระราชสมภมของ ร.6 นั้นคือปีมะโรง จึงเปลี่ยนเป็นโลมาน้อยแทน เพื่อให้เทียบเท่ากับเทปเนปจูนหรือโพไซดอน 


ด้านหลังวังมีท้าวหิรันยพนาสูร เป็นยักษ์ที่เคยเข้าฝันข้าราชบริภาร ช่วงที่ ร.6 จะประพาสมณฑลพายัพ จึงถือเป็นเทพที่ช่วยคุ้มครอง ร.6


พระพุทธรูปปางค์นาคปรก



พญานาคถือตรีศูร  ใกล้ๆก็จะมีสวนโรมันด้วย




โดยสรุป วังนี้เคยเป็น  วัง --->  โรงแรม --->  สถานีวิทยุ ---> โรงหมอ

และท้ายที่สุด วังนี้มีร้านกาแฟให้แวะพักด้วยครับ ชื่อร้าน กาแฟนรสิงห์ ซึ่งตั้งอยู่ในโรงเทียบรถม้าเก่า บรรยากาศจึงดูคลาสิคและย้อนอดีตมาก






บรรยากาศภายใน


เค้กบานอฟฟี่ ไม่ถึงกับอร่อยมาก แต่เทียบกับราคาที่ไม่แพงเกินไปก็โอเคเลยละ


ขนมปังปิ้งเนยนม

สรุป เป็นร้านกาแฟที่นั่งเพลิน หลังจากเดินชมวังแล้ว หรือเป็นที่นัดพบก็เวิร์ค ราคาก็ไม่แพง บรรยากาศก็เป็นเอกลักษณ์เมื่อเทียบกับที่อื่นๆ (คงมีร้านกาแฟไม่กี่แห่งที่จะอยู่ในส่วนของวังและมีขนาดใหญ่เช่นนี้) วันว่างจากการทำงานมานั่งพักผ่อน (หรือยังมานั่งทำงานอีก) ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีนะ 

รายละเอียด  เปิด 9.00 - 19.00
ราคา ไม่แพงถ้าเทียบกับกาแฟแบรนด์ชั่นนำ
ที่ตั้ง พระราชวังพญาไท

หากใครมีทุนทรัพย์และอยากอนุรักษ์วังที่ทรงคุณค่านี้ไว้ สามารถบริจาคได้ที่วังนะจ้า














Phayathai Palace พระราชวังพญาไท (1) สถานที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์


พระราชวังพญาไท เป็นพระราชวังอีกแห่งหนึ่งที่มีความน่าสนใจ และอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองมากแถมยังเดินทางสะดวกด้วย รีวิวครั้งนี้จึงอยากจะแนะนำสถานที่หนึ่งที่ทรงคุณค่าและควรแก่การอนุรักษ์ให้อยู่คู่กับประเทศไทยต่อไปครับ  รีวิวนี้ขอแบ่งเป็น 2 ตอน หนังทั้งภาพและตัวหนังสือเลยทีเดียว


ครั้งนี้ขอเอารายละเอียดสถานที่ขึ้นก่อนนะ :)
สถานที่: พระราชวังพญาไท
การเดินทาง: BTS อนุสาวรีย์  จากนั้นเดินซัก 1 กิโลเมตร (ถือว่าออกกำลังกายละกัน) มาบริเวณโรงพญาบาลพระมงกุฎ ซึ่งสามารมองเห็นได้แต่ไกลจากทางเชื่อมรถไฟฟ้าเลย ไม่หลงแน่
เวลาทำการ:  เปิดให้เข้าชมภายในเฉพาะเสาร์ และอาทิตย์  มี 2 รอบ 9.30 และ 13.30 ซึ่งใช้เวลานานพอสมควร เหมาะสมกับผู้ที่ืชื่นชอบประวัติศาสตร์ เพราะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงทีเดียว


ด้านหน้า จะเห็นหลังคาทรงแหลม ขอไม่เรียกว่าโดม เพราะโดมต้องเป็นหลังคาทรงครึ่งวงกลม




ยังมีบ้านนกด้วย สร้างให้เข้ากับสถาปัตยกรรมและหลังคายอดแหลม


ประเทศไทย มี Universal Design มานานแล้ว สังเกตจากบันไดที่ขั้นไม่สูงทำให้ก้าวขึ้นได้ง่าย เนื่องจากสมัยก่อนรัชกาลที่ 6 เคยได้รับการผ่าไส้ติ่ง (ขออภัยที่ไม่ทราบราชาศัพท์) ซึ่งวิทยาการทางการแพทย์ยังไม่รุดหน้าเหมือนสมัยนี้ ทำให้แผลของท่านหายไม่สมบูรณ์ เวลาท่านทรงเดินจะเจ็บที่แผล การสร้างขั้นบันไดแบบนี้จะช่วยบรรเทาพระอาการประชวรของท่านได้


โคมไฟทำจากหินอลาสบาสเตอร์


เข้ามาภายใน  เพื่อรวมกลุ่มนำเที่ยว ซึ่งคุณพี่มัคคุเทศก์ก็จะให้เกร็ดความรู้ต่างๆที่น่าสนใจมากๆ ซึ่งบางเรื่องก็อาจจะไม่เกี่ยวกับพระราชวัง แต่ก็ช่วยให้ทราบวิถีชีวิตของคนไทยสมัยก่อนที่น่าสนใจมากๆ จึงอยากมาแชร์

ส่วนนี้ไม่เกี่ยวกับพระราชวัง สามารถข้ามไปได้จ้า

- ร.5 ประชวรบ่อยๆ จึงตั้งพระราชวังสวนดุสิต และย้ายพระที่นั่งจากสีชังมาวิมานเมฆ
- ร.5 ทรงเรียก สวนดุสิตว่าบ้าน ส่วนพระบรมมหาราชวังเป็น Office เพราะใช้ออกว่าราชการ
- อ่างศิลา เป็นที่เที่ยวทะเลที่ร.4 พระราชทานให้ชาวตะวันตก
- ราชวิถี เดิมก็ชื่อว่าซังฮี้ แปลว่า ยินดี  โดย ร.6 ทรงเปลี่ยน
- ประเทศไทยมีชื่อถนนตามเครื่องถ้วยจีน เช่น เขียวไข่กา
- บ้านไทยโบราณหน้าบ้านมักหันทางน้ำ เพราะน้ำเป็นการเดินทางสายหลัก
- หัวลำโพง เกิดจากการผสมผสานของความเจริญ 2 ประเทศ คืออังกฤษและเยอรมัน โดยรถไฟสายใต้อังกฤษเป็นผู้วางกว้าง    1 เมตร สายเหนือเยอรมันวางกว้าง 1.435 เมตร
- บริเวณเซ็นทรัลเวิร์ล เคยเป็นที่ตั้งของ วังเพชรบูรณ์

อันนี้คือที่พอจะจับใจความได้ หากมีส่วนใดผิดพลาด สามารถคอมเมนท์ให้แก้ไขเพื่อให้ถูกต้องได้นะครับ

เริ่มต้นการชมวังเลยละกัน

วิทยาการจะเชิญให้มานั่งในพระที่นั่งพิมานจักรีครับ จะเล่าเรื่องต่างๆเกี่ยวกับวังแห่งนี้
-  ในสมัยร .5 ที่บริเวณนี้เป็นโรงนาหลวง
- หลัง ร.5 สวรรคต ร.6 โปรดให้ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี หรือพระพันปีหลวงมาประทับที่วังแห่งนี้
-  วังแห่งนี้เคยมีผู้อาศัยถึง 500 คน ซึ่งดูอบอุ่นมาก
- เมื่อพระพันปีหลวงสิ้นพระชนม์ ร.6 ทรงโปรดให้รื้ออาคารบางส่วนออก และทรงใช้พระราชวังแห่งนี้ในด้านวรรณกรรมและการปกครอง ซึ่งจะได้ทราบต่อไปจากการอ่านรีวิวนี้ :) 


ห้องที่เดิม ร.6 เคยใช้ประทับ จะสามารถสังเตุได้จาก ตราด้านบน รร6 ซึ่งหมายถึง รามาธิปดีที่ 6 หรือ ร.6 นั่นเอง


วิทยากรยังแนะนำให้ดูพระบรมสาทิสลักษณ์นี้ด้วยว่า มีเรื่องราวแฝงอยู่ในนี้มากมายนัก
พระสาทิสลักษณ์นี้ ถูกวาดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งหลายท่านอาจสงสัยว่าทำไมถึงทรงใส่ฉลองพระองค์สีแดง เหตุผลนั้นก็คือความเชื่อตามโบราณราชประเพณีนั่นเอง  สมัยก่อนคนไทยมีตำราชื่อ    "สวัสดิรักษา" ซึ่งตำราดังกล่าว กล่าวว่าหากจะทำการด้านสงครามควรใส่ชุดสีแดง  นอกจากนี้พระหัตถ์ขวาทรงถือใบมะตูมที่เหมือนตรีศูรที่มีพลังอำนาจ และเหน็บใบชัยพฤษ์ที่มีความหมายของชัยชนะ  และแล้วไทยก็เป็นฝ่ายชนะสงครามโลกครั้งที่ 1  สามารถปลดสนธิสัญญาเบาริงที่ทำให้เราเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต (คนต่างชาติทำผิดใช้กฎหมายชาตินั้น) ไปได้


มายัง พระที่นั่งเทวราชสภารมย์


เป็นพระที่นั่งที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะไบแซนไทน์ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างคริสค์และอิสลาม ซึ่งมักเห็นได้ในตุรกี เช่น อายาโซเฟีน


เข้ามาภายใน สีที่เห็นเป็นสีที่บูรณะให้ใกล้เคียงของเดิม  พระที่นั่งนี้มีชั้นบนด้วย เดิมใช้เป็นแกลอรี่ คล้ายๆกับพระที่นั่งแห่งหนึ่งในพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน


เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมแต่ก็ยังแฝงกลิ่นไอความเป็นไทยอยู่ และมีความละเอียดด้วย จากภาพ มีลายแกะ  Fleur de Lille หรือดอกลิลลี่ หลายคนคงคุ้นกัน เพราะเป็นตราที่ใช้แพร่หลาย ไม่ว่าจะตราลูกเสือ ในดาวินชีโค้ด หรือ ตราโรงเรียนคอนแวนท์


เสามีลักษณ์คล้ายด้ามวชิราวุธ



พระตำหนักเมขลารูจี  ขออภัยไม่ทราบรายละเอียด -_-"

จากนั้นมายังพระที่นั่งศรีสุทธนิวาส เป็นวังสำหรับเจ้านายฝ่ายใน (มีแต่ผู้หญิง) สามารถสังเกตได้จากลายดอกไม้ ด้านบนประตู หรือในห้อง ตามภาพด้านล่าง ภายในใช้ศิลปะแบบนีโอคลาสิค คือ นำความเป็นกรีกและโรมันมาผสมผสาน






เตียงโบราณ


โต๊ะเครื่องแป้ง





ภาพที่เห็นไม่ใช่คุก แต่เป็นตู้เซฟ จากอังกฤษนะครับ



ห้องดนตรีไทย


โถงทางเดิน ถูกปรับเปลี่ยน เพราะวังถูกใช้ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปในแต่ละยุคสมัย เดิมทางเดินนี้จะมีหน้าต่างปิดทึบไม่ให้ด้านนอกมองเห็น เพราะจะเป็นทางที่ฝ่ายในเดินข้ามมายังอีกฝั่ง แต่ต่อมาวังแห่งนี้ถูกเปลี่ยนเป็นโรงหมอด้วย เมื่อเป็นโรงพยาบาล การมีหน้าต่างจึงไม่เหมาะสมเพราะจะอับและอากาศไม่ถ่ายเท จึงถูกเอาออก แต่ก็ยังเห็นขอบหน้าต่างและวงกบอยู่ 



หม้อไหด้านบน เปรียบดังไหบูรณะกะตะ ซึ่งสื่อถึงความเป็นมงคลและสารพัดนึก


ภาพวาดบนเพดานจะใช้เทคนิคเฟรสโก้เหมือนแถบยุโรป แต่อาจไม่สัมฤทธิ์ผลมากนัก เนื่องจาก ประเทศไทยมีอากาศที่แปรปรวน