วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

Cafe de Norasingha - ร้านกาแฟนรสิงห์ และพระราชวังพญาไท 2 (ตอนจบ)

หลังจากดูส่วนของพระราชวังพญาไทฝั่งซ้าย (ในกรณีหันหน้าเข้าวัง) ไปแล้ว ก็จะเดินข้ามมายังชั้นบนของพระที่นั่งพิมานจักรีครับ


คิ้วหน้าต่างแบบนูนต่ำ แต่ลวดลายชัดเจน วิทยากรบอกว่า ตอนบูรณะวัง ช่างที่มาช่วยบูรณะ ถึงกับเครียดเลย เพราะวิทยาการสมัยใหม่ก็ยังทำไม่ได้อย่างนี้ คนโบราณเก่งจริงๆ


ไม่ใช่แค่เก่ง ยังละเอียดด้วย แม้แต่ที่รัดท่อระบายน้ำ ยังเป็นรูป เฟลอ เดอ ลีล์เลย



ภาพบนเพดาน เป็นภาพปูนเปียก หรือ Fresco ศิลปะแบบนีโอคลาสิค 


ขอบกำแพงปูนที่แกะได้ละเอียดมาก



ในวังแห่งนี้ยังมี บ้านจำลองของดุสิตธานี หรือ เมืองจำลอง ที่แทบจะไม่เหลือแล้วในปัจจุบัน ดุสิตธานีถูกสร้างขึ้นเพื่อทดลองนำระบอบประชาธิปไตยมาใช้ในไทย โดย ร.6 เป็นนักหนังสือพิมพ์ และให้เจ้านายและขุนนางเป็นเจ้าของบ้านจำลองและทำหน้าที่เหมือนประชาชน  ซึ่งมีขนาดถึง 2 ไร่ !!! ถ้ายังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน จะต้องยิ่งใหญ่และอลังการมากๆ

เรือนที่เห็นคือ เรือนมหิธร บ้านจำลองหลังสุดท้ายที่เป็นหลักฐานของดุสิตธานี  เพราะแค่เรือนแห่งนี้หลังเดียวก็ละเอียดมากๆ และหากมีครบทั้ง 2 ไร่ จะยิ่งใหญ่เพียงใด  นอกจากนี้เรือนแห่งนี้ยังเป็นหลักฐานของการรับวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมจากตะวันตกมาประยุกต์ในวิถีไทยด้วยครับ



ถัดมาเป็นห้องเสวยพระกระยาหาร  ไม่มีโต๊ะ เก้าอี้ครับ แม้จะตกแต่งแบบยุโรปก็ตาม สาเหตุนั้นคือ แม้ ร.6 ท่านจะเป็นนักอังกฤษ (โรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิร์ทซ์) แต่ท่านก็ยังโปรดอาหารไทย และวิธีการเสวยแบบไทย นั่นคือการ "เปิบ"  การเปิบนั้นคนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าง่าย แค่กินมือเปล่า แต่แท้จริงแล้วการเปิบนั้นยากกว่านั้น  การเปิบ ที่ถูกต้องนั้นต้องใช้นิ้วเพียงสามนิ้ว คือ โป้ง ชี้ กลาง และเวลาเปิบห้ามเปิบแล้วมือเปื้อนเกิน 2 ข้อนิ้ว หากผิดไปจากเกณฑ์นี้ ถือว่า ไม่ได้รับการอบรม หรือเป็นพวกไพร่ ครับ

ห้องแห่งนี้มีเตาผิงด้วย ตามรูปแบบของอังกฤษ แต่ไม่เคยได้ใช้ เนื่องจากกรุงเทพในสมัยนั้นแม้หน้าหนาวก็ยังไม่หนาวมากนัก ผิดกับวังสนามจันทร์ พระตำหนักทับแก้ว ซึ่งพบหลักฐานว่ามีเตาผิงและเคยจุดใช้ เนื่องจากหน้าหนาวนครปฐมนั้นหนาวมาก

หากสำรวจห้องนี้ดีๆจะเห็นว่ามีพัดลมเพดานด้วย พัดลมนี้เพิ่งติดมาใหม่ ในตอนที่วังแห่งนี้เคยเปลี่ยนเป็นโรงแรม ชื่อ Phayathai Palace Holel สมัยนั้นคาดว่าห้องนี้ใช้เป็นล็อบบี้ บริเวณภาพพระสาทิสลักษณ์ในตอนนั้นเป็นภาพวิวทิวทัศน์

ที่สันนิษฐานว่าพัดลมเพิ่งมาติดใหม่นี้ เพราะว่า ร.6 ไม่โปรดพัดลมอย่างมาก ทรงเรียก พัดลม ว่า "ลมกระป๋อง" วิธีแก้ร้อนของคนสมัยก่อนนั้นจะใช้พัด แต่ห้ามพัดจนผมเสียทรง การพัดที่ถูกต้องนั้น ลมต้องพัดขึ้นจากข้างล่างเยื้องๆใต้คอ 

แถม แล้วทำไมวังนี้ถึงกลายเป็นโรงแรม  เนื่องจากร.6 ทรงคิดสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ขึ้น โดยนำของดีต่างๆทั่วประเทศมาจัดแสดงให้ชาวต่างชาติมาดูคล้ายงาน Expo และทรงเลือกทำเลที่สวนลุม ด้วยเหตุนี้จึงมีอนุสาวรีย์ ร.6 บริเวณหน้าสวนลุม  อย่างไรก็ดีหากจะจัดงานชาวต่างชาติต้องมีที่อยู่ด้วย แต่ในขณะนั้นโรงแรมชั้น 1 ยังมีอยู่น้อย ไม่พอจะรับรองชาวต่างชาติ  แม้มีโอเรียนเต็ลแล้วในสมัยนั้นแต่ก็มีจำนวนห้องไม่มาก  โรงแรมชั้น1 ที่เจ้าของเป็นไทยมีแค่ โรงแรมรถไฟหัวหิน หรือ Sofitel Centara ตอนนี้  วังแห่งนี้จึงเปลี่ยนเป็นโรงแรม  อย่างไรก็ดีงานสยามพิพิธภัณฑ์ก็ไม่ได้ถูกจัดเพราะ ร.6 สวรรคตไปเสียก่อน



เหนือพระบรมสาทิสลักษณ์ มีพระมหาพิชัยมงกุฎ และตรีศูร ตราประจำราชวงศ์จักรีด้วย ถือว่าเป็นตราที่สวยมากเพราะมีรัศมีเปล่งออกมาจากพระมหาพิชัยมงกุฎด้วย หาได้ยากและเป็นของเก่าคู่กับวัง

มีเรื่องเกี่ยวกับพระมหาพิชัยมงกุฎด้วย  พระมหาพิชัยมงกุฎมีน้ำหนักถึง 7.2 กิโลกรัม  ซึ่งรัชกาลที่ 1-3 ไม่ใส่เลยเพราะหนักมาก จนมารัชสมัยของ ร.4   ท่านทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎเพื่อฉายภาพอ และส่งไปให้กษัตริย์ทั่วโลกได้ประจักษ์ในความเกรียงไกรของสยาม นอกจากนี้ ร.4 ทรงโปรดให้ติดเพชรไว้บนพระมหาพิชัยมงกุฎด้วย เป็นเพชรทรงหยดน้ำ ขนาด 40 กะรัต !!



มีบางส่วนยังไม่เปิดให้ชม เพราะยังบูรณะและต้องการเงินทุน



เดินผ่านมายังห้องนอน (ตอนเป็นโรงแรม)


เพดานมีลวดลายสวยงาม ผสมผสานหลายชาติ ทั้งลายไทย พระพุทธบาท ลายฝรั่ง และมังกรของจีน


อ่างอาบน้ำโบราณ ใหญ่ดี  เห็นแล้วได้อารมณ์ Roman Baath หรือพวกบ่อน้ำแร่ในอังกฤษ เช่น Lemington Spa  มีเกรฌดเรื่องการอาบน้ำด้วย ชาวต่างชาติมักว่าว่าไทยเป็นชาติที่อาบน้ำดัง  เหตุผลก็เพราะเราใช้ขันตักอาบ เสียงจึงดังมาก ฝรั่งมาใหม่ๆตกใจ เพราะฝรั่งชอบแช่อาบหรือ bath นั่นเอง


อ่างล้างหน้า


แวะมาห้องทรงงาน ร.6


ในห้องนี้เป็นห้องทรงกลม (เป็นบริเวณฐานของหลังคายอดแหลมนั่นเอง) ขออภัยไม่มีภาพ ในห้องนี้เมื่อหันออกจะมีครุฑที่งดงามอยู่ เป็นครุฑตามลักษณะไทยแท้ แตกต่างจากครุฑที่บึกบึนที่เห็นตามธนาคารหรือไปรษณีย์กลาง เพราะครุฑที่ไปรษณีย์กลางนั้นเป็นครุฑที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ผู้ออกแบบคือ อาจารย์ ศิลป์ พีระศรี นั่นเอง 




ตู้หนังสือมีพระปรมภิไธยของท่าน และที่น่าสนใจคือตู้สามารถปรับความสูงระหว่างชั้นได้โดยใช้ลิ่ม ไม่ต้องใช้ตะปูหรือนอตยึด ดังภาพบน  เป็นภูมิปัญญาที่เฉียบแหลม




สภาพภายในมุมต่างๆ




พระวิรุฬหรือพระพิรุณ ตราสัญลักษณ์ของลูกแม่นนทรีหรือเกษตรศาสตร์ โดยปกติสัตว์พาหนะจะเป็นพญานาค แต่เนื่องจากปัพระราชสมภมของ ร.6 นั้นคือปีมะโรง จึงเปลี่ยนเป็นโลมาน้อยแทน เพื่อให้เทียบเท่ากับเทปเนปจูนหรือโพไซดอน 


ด้านหลังวังมีท้าวหิรันยพนาสูร เป็นยักษ์ที่เคยเข้าฝันข้าราชบริภาร ช่วงที่ ร.6 จะประพาสมณฑลพายัพ จึงถือเป็นเทพที่ช่วยคุ้มครอง ร.6


พระพุทธรูปปางค์นาคปรก



พญานาคถือตรีศูร  ใกล้ๆก็จะมีสวนโรมันด้วย




โดยสรุป วังนี้เคยเป็น  วัง --->  โรงแรม --->  สถานีวิทยุ ---> โรงหมอ

และท้ายที่สุด วังนี้มีร้านกาแฟให้แวะพักด้วยครับ ชื่อร้าน กาแฟนรสิงห์ ซึ่งตั้งอยู่ในโรงเทียบรถม้าเก่า บรรยากาศจึงดูคลาสิคและย้อนอดีตมาก






บรรยากาศภายใน


เค้กบานอฟฟี่ ไม่ถึงกับอร่อยมาก แต่เทียบกับราคาที่ไม่แพงเกินไปก็โอเคเลยละ


ขนมปังปิ้งเนยนม

สรุป เป็นร้านกาแฟที่นั่งเพลิน หลังจากเดินชมวังแล้ว หรือเป็นที่นัดพบก็เวิร์ค ราคาก็ไม่แพง บรรยากาศก็เป็นเอกลักษณ์เมื่อเทียบกับที่อื่นๆ (คงมีร้านกาแฟไม่กี่แห่งที่จะอยู่ในส่วนของวังและมีขนาดใหญ่เช่นนี้) วันว่างจากการทำงานมานั่งพักผ่อน (หรือยังมานั่งทำงานอีก) ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีนะ 

รายละเอียด  เปิด 9.00 - 19.00
ราคา ไม่แพงถ้าเทียบกับกาแฟแบรนด์ชั่นนำ
ที่ตั้ง พระราชวังพญาไท

หากใครมีทุนทรัพย์และอยากอนุรักษ์วังที่ทรงคุณค่านี้ไว้ สามารถบริจาคได้ที่วังนะจ้า














ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น